
ก่อนอื่นต้องขออภัยในความบกพร่องของบทนี้ไว้ ณ ที่นี้ก่อน เพราะยังหาภาพสวยๆ ที่แสดงให้เห็นลักษณะที่ถูกต้องของไม้แต่ละแบบได้ไม่ครบถ้วน แต่จะพยายามหามานำเสนอโดยเร็วที่สุดครับ
พันธุ์ไม้ต่างๆ ที่ใช้ในการทำบอนไซหรือไม้แคระนี้ ได้กล่าวมาแล้วว่า ส่วนใหญ่จะเป็นพวกไม้ยืนต้นที่มีอายุยืน (perennial plant)
ชนิดที่เป็นไม้ใหญ่ (tree) ไม้พุ่ม (shrub) ตลอดไปถึงไม้เนื้ออ่อน (soft wood) บางชนิด และในบางครั้งก็มีความพยายามที่จะนำพืชพรรณประเภทหญ้า
พืชในตระกูลเฟิร์น รวมทั้งไม้อายุสั้นบางชนิดมาเลี้ยงในลักษณะเดียวกับไม้แคระ ซึ่งผู้เลี้ยงบางคนก็ประสบความสำเร็จ แต่เป็นบอนไซของญี่ปุ่นดังในรูปข้างๆ นี้
อย่างไรก็ตาม สำหรับการเลี้ยงบอนไซในประเทศไทยนั้น ที่มาของบรรดาต้นตอของไม้แคระเหล่านี้
กล่าวได้ว่า เกือบทั้งหมดมาจากตอไม้ธรรมชาติที่ดั้นด้นไปขุดมาจากตามป่าตามเขา และเนื่องจากพื้นที่ซึ่งไม้เหล่านี้เติบโตอยู่นั้นส่วนใหญ่จะเป็นภูมิประเทศที่เป็นป่าเป็นเขา
หรือป่าละเมาะ ท้องนา และพื้นที่รกร้าง ซึ่งมีสภาพไม่เหมาะสมกับการที่จะให้พืชเจริญเติบโตได้ดี เช่นดินมีสภาพเลว พื้นที่ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกรวดและหิน ดินลูกรัง
หรือบนหลืบเขาที่มีลมพัดจัด พืชที่ขึ้นอยู่ตามพื้นที่ประเภทเหล่านี้ จึงไม่สามารถเจริญได้ดี สาระรูปของมันจึงดูพิกลพิการไปตามสภาวะของดินฟ้าอากาศที่แวดล้อมอยู่
เช่นปีไหนแล้งจัด ร้อนมาก การเจริญเติบโตของมันจะมีน้อย ส่วนที่เจริญออกมาในช่วงนั้นก็จะแคระแกรน แต่พอปีต่อไปมีฝนตกต้องตามฤดูกาล ไม้ต้นนั้นเจริญเติบโตได้ดี
ส่วนไหนที่เจริญเติบโตดีก็จะดันเอาส่วนที่ไม่ยอมโตในปีก่อนๆ ให้บิดเบี้ยวโค้งงอไป ส่วนไม้ที่อยู่บนภูเขาหรือหน้าผา ถูกลมพัดแรงตลอดเวลา ก็ทำให้ทรงต้นของไม้นั้น
เอนลู่ไปตามทิศทางของลม กิ่งก้านก็คดงอไปตามเรื่องตามราว แต่ความพิกลพิการของไม้เหล่านี้ กลายมาเป็ยความสวยงามที่นักเลี้ยงต่างก็ใฝ่หามาไว้เป็นสมบัติ
(เริ่มแรกก็สำหรับชมคนเดียว แต่พอหมดสตางค์เข้า ไม้พวกนี้ก็กลายเป็นสมบัติผลัดกันชมไป ก็มีเหมือนกัน)
ต้นไม้ที่ถูกธรรมชาติลงโทษมาเหล่านี้ เมื่อนำมาเลี้ยงเป็นบอนไซ
จะช่วยทุ่นระยะเวลาการเลี้ยงให้เข้ารูปทรงไปได้มาก เหมาะสำหรับผู้เริ่มฝึกเลี้ยงบอนไซ เพราะถ้าจะเริ่มกันตั้งแต่เพาะเมล็ด ก็อาจจะหมดแรงรอไปเสียก่อนก็ได้สำหรับผู้ที่ใจร้อน
ทั้งๆ ที่วัตถุประสงค์ส่วนหนึ่งของการเลี้ยงบอนไซนี้ ก็เพื่อที่จะฝึกให้เป็นคนใจเย็น แต่ข้อได้เปรียบของการเลี้ยงจากต้นอ่อนๆ ก็คือ ผู้เลี้ยงสามารถตกแต่งทรงต้น
ให้เป็นไปได้ดังใจแทบทุกประการทีเดียว ไม้ไทยที่นิยมเลี้ยงจากการเพาะเมล็ด ที่พบมากเป็นพวกมะนาวเทศ มะสัง ไทร และชาฮกเกี้ยน เป็นต้น
เมื่อได้ไม้มาแล้ว ก็ลองมาดูว่า ไม้ที่เราจะเลี้ยงนั้นควรจะมีทรงต้นอย่างไรดี วิธีที่ดีที่สุดก็คือ การเลี้ยงไม้ไปตามฟอร์มที่ธรรมชาติให้ไว้เดิม
และต่อเติมเสริมแต่งให้เข้ารูปเข้ารอยตามแบบฟอร์มพื้นฐานของบอนไซ ซึ่งจะได้กล่าวถึงต่อไปนี้
แบบฉบับพื้นฐานของไม้บอนไซ
การแบ่งลักษณะพื้นฐานของบอนไซที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ เป็นการแบ่งรูปลักษณะของบอนไซ ตามแบบของญี่ปุ่น ซึ่งอาจแบ่งได้เป็น 4 กลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้
กลุ่มที่ 1 เป็นไม้ลำต้นเดี่ยว มีทั้งที่เป็นลำต้นตั้งตรงที่เรียกว่าไม้ทรงต้น หรือเอียงไปข้างๆ
ที่เรียกว่าไม้เอนชาย รวมทั้งไม้ที่โน้มยอดลงต่ำกว่าปากกระถาง ที่เรียกกันว่า ไม้ตกกระถาง แบ่งออกได้เป็น 15 แบบ

กลุ่มที่ 2 เป็นไม้ตอที่มีไม้หลายๆ ต้นบนตอเดียวกัน และใช้รากร่วมกัน
จำนวนต้นในแต่ละกออาจมีได้ตั้งแต่ 2, 3, 5, 7 และ 9 นอกจาก 2 แล้วจะไม่นิยมจำนวนต้นที่เป็นเลขคู่ อันเป็นความเชื่อถือด้านโชคลางของชาวญี่ปุ่น
ไม้กลุ่มนี้แบ่งออกเป็น 5 แบบคือ

กลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มของไม้แคระที่ปลูกรวมกันอยู่หลายๆ ต้น
แต่ละต้นอาจมีลักษณะเหมิอนหรือต่างกันก็ได้ แต่จะต้องมีความประสานกลมกลืนกัน ทำให้มองดูเหมือนป่าในธรรมชาติ แบ่งเป็น 8 แบบคือ

กลุ่มที่ 4 เป็นไม้ที่ไม่ใช่ไม้แคระโดยแท้จริง แต่เป็นการนำเอาไม้ที่มีขนาดเล็กๆ มาปลูกรวมกันเป็นกลุ่มในกระถางเดียว ส่วนมากจะใช้กระถางที่มีหน้ากว้างมากๆ ลักษณะเหมือนถาด และมีสิ่งตกแต่งอื่น เช่น ก้อนหิน เก๋งจีน บ้านเล็กๆ หรือตุ๊กตาที่ทำด้วยกระเบื้องหรือดินเผา หรืออื่นๆ เข้าไปด้วย แบ่งเป็น

Formal Upright Style
Informal Upright Style
Slanting Style
Semi-cascade Style
Cascade Style
Literati Style
Split-trunk Style
Driftwood Style
Wind-swept Style
Exposed-root Style
Root-over--rock Style
Cling-to the rock Style
Twisted trunk Style
Twin-trunk Style
Octopus Style
Clump Style
Stump Style
Raft Style (Straight-line Style)
Sinuous Style
เป็นไม้แคระที่มีลักษณะลำต้นตั้งตรง ทำมุมฉากกับแนวระดับ ลำต้นเป็นลำต้นเดี่ยว ตั้งตรง โคนกับยอดอยู่ในแนวเดียวกัน
โคนใหญ่และเรียวขึ้นไปหาเรือนยอด กิ่งที่ยื่นออกมาทอดจังหวะรับกันเป็นสัดส่วน ช่อใบเป็นพุ่ม มีขนาดต่างๆ ความสูงมีได้ตั้งแต่ 12 - 15 นิ้ว
ไปจนถึงความสูงขนาด 30 - 40 นิ้ว ทั้งหมดจะเป็นไม้ยืนต้นที่มีอายุยืน บอนไซแบบชอคคังบางต้นที่เมืองโอมิยะ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งผู้เขียนได้เห็นมา
พบว่ามีอายุถึงกว่า 100 ปี ภาษาไทยเรียกไม้ประเภทนี้ว่า ไม้ทรงต้น ลักษณะที่เรียกได้ว่าสวยงามของไม้แบบชอคคังก็คือ ความสูงของส่วนลำต้นควรเป็นประมาณ
1 ใน 3 ของความสูงทั้งหมด กิ่งแรกหรือกิ่งหนึ่งควรทำมุมฉาก หรือเกือบทำมุมฉากกับลำต้น มีขนาดโตที่สุดและยาวที่สุดในต้น กิ่งสองอยู่ด้านตรงข้ามกับกิ่งแรก
อยู่ในระดับความสูงถัดขึ้นไป มีขนาดเล็กกว่าและสั้นกว่ากิ่งหนึ่ง กิ่งสามอยู่ด้านหลังต้นเหนือกิ่งสอง ขนาดเล็กกว่าและสั้นกว่า ลดหลั่นกันไป
เมื่อจบกระบวนของกิ่งแล้วส่วนยอดควรจะโค้งออกทางด้านหน้าเล็กน้อย และควรมีช่อใบหนาทึบสวยงาม
เป็นบอนไซแบบลำต้นตรง แต่ไม่เหมือนแบบขอคคังซึ่งโคนกับยอดอยู่ในแนวเดียวกัน แบบชาคังจะมีลำต้นที่คดงอ
ออกจากแนวมาทางขวาเล็กน้อย แต่โคนกับยอดยังอยู่ในแนวเดียวกันเช่นเดิม ลักษณะการวางกิ่งทางซ้ายและขวาอาจยาวไม่เท่ากัน แต่จะทอดความยาว
และจังหวะรับกับความคดงอของลำต้น ความสูงทั่วไปของบอนไซแบบนี้พอๆ กับแบบชอคคัง ลักษณะที่สวยงามของชาคังก็คือ 1 ใน 3 ของความยาวลำต้น
จากโคนขึ้นมาสามารถมองเห็นได้ชัดเจน ความคดงอของลำต้นมีเพียงเล็กน้อย ลำต้นไม่บิด การวางกิ่งที่หนึ่ง สอง และสาม คล้ายกับแบบชอคคัง
โดยกิ่งแรกจะอยู่ทางด้านตรงข้ามกับความเอียงของลำต้น เมื่อมองดูทางด้านหน้า เรือนยอดค่อนข้างทึบและควรมีส่วนยอดที่หยุดเจริญงอกงามแล้ว
ซึ่งในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า "ยิน" อยู่ด้วย ยินนี้อาจเห็นเป็นรอยทางสีขาวของไม้ที่อายุมาก ซึ่งอาจเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หรือผู้เลี้ยงอาจทำขึ้นเพื่อความสวยงามก็แล้วแต่
ลำต้นจะเอียงออกจากแนวตรงเล็กน้อย ทรงพุ่มและใบมีการตัดแต่งให้รับกับลำต้น หรืออาจแต่งเน้นให้เห็นถึงความเอนของลำต้น
ที่เบี่ยงออกไปจากแนวตรง แต่ความเอนของลำต้นจะไม่เกิน 45 องศา กิ่งแตกออกท้งสองด้านของลำต้น กิ่งแรกและดิ่งสองมักวางให้เป็นแนวขนาน
หรือเกือบเป็นแนวขนานกับพื้น แล้วลดหลั่นกันขึ้นไปหาเรือนยอด กิ่งแตกออกด้านข้างทั้งสองข้าง
คล้ายแบบ slanting แต่ลำต้นจะเอนไปประมาณ 45 องศา หรือมากกว่านั้นเล็กน้อย จนเกือบถึงขอบกระถางก็ได้
การเอนนี้จะออกไปข้างซ้ายหรือขวาของแนวตั้งฉากก็ได้ พุ่มใบอาจแตกออกจากส่วนยอดของลำต้นที่เอนไป ไม้ประเภทนี้ส่วนใหญ่จะมีส่วนที่ปล่อยไว้เป็นลำต้นค่อนข้างยาว
เนื่องจากต้องปล่อยให้โค้งงอลง
ส่วนของลำต้นเอนลงมาจนจรดขอบกระถาง และแตกกิ่ง พุ่มใบห้อยย้อยเลยระดับของกระถางลงมา ความเรียวของลำต้น
จากโคนถึงปลายเป็นไปตามธรรมชาติ ลักษณะที่สวยงามของไม้ทั้งแบบ Semi-cascade และ Cascade ก็คือ ลำต้นจะต้องโน้มลงสู่พื้น
ไม่ใช่ทอดตัวยาวยืดออกไปเหมือนเถาองุ่น และควรสมดุลย์อยู่ระหว่างแรงโน้มถ่วงกับความเจริญของต้นไม้ ที่พยายามจะงอกเงยขึ้นสู่เบื้องบนตามธรรมชาติของมัน
ตำแหน่งของกิ่งควรอยู่ในลักษณะที่แยกออกทางด้านข้าง ไม่ซ้อนกัน และต้องมีช่องว่างระหว่างกิ่งเห็นได้ชัด กิ่งที่มีอายุอ่อนกว่าจะต้องอยู่ทางด้านล่างของกิ่งแก่
บอนไซแบบนี้ต้องตั้งบนโต๊ะหรือที่วางสูงๆ เพราะความยาวรวมของไม้มักเลยความสูงของกระถางลงมาข้างล่าง
มีลำต้นสูงขึ้น เอนออกจากแนวตั้งเล็กน้อยแล้ววกโค้งลง แต่ปลายยอดจะหักกลับขึ้นไปอีก กิ่งแตกออกทั้งสองข้าง
ตัดแต่งให้ดูคล้ายธรรมชาติ ถ้ามีกิ่งที่แตกตรงขึ้นข้างบนจากบริเวณใกล้โคน กิ่งนั้นจะต้องมีขนาดเล็กกว่าลำต้นส่วนที่ทอดโค้งออกไป
มิฉนั้นจะทำให้ดูเหมือนกิ่งนั้นเป็นยอดไป
Broom Style
ลำต้นตั้งตรงคล้าย Formal Upright แต่มักมีขนาดโตและสั้น การแตกกิ่งและแขนงจะแตกออกรอบตัว ทำให้มองดูทรงพุ่มคล้ายไม้กวาด
Broom Style นี้เป็นแบบที่ตกแต่งกิ่งให้สวยงามจริงๆ ได้ยากมาก ต้องใช้เวลาและความใจเย็นมากพอควร เพราะต้องค่อยๆ เล็มทีละน้อย และต้องให้ดูรับกันหมดทุกด้าน
เป็นไม้แคระที่มีตอใหญ่ บางตออาจมีแก่นไม้ที่ตายแล้วโผล่ออกมาให้เห็น ทำให้มองดูคล้ายตอไม้ตายที่แตกแขนงออกมาใหม่
ทรงต้นอาจมีทรงแปลกๆ เป็นไปตามลักษณะ อายุ และชนิดของไม้นั้นๆ
คล้ายกับพวก Split-trunk แต่ตอจะมีความเก่าแก่และมีอายุมากกว่า ทำให้มองดูเหมือนไม้ที่ตายแล้ว มีลวดลายโค้งงอและบิดไปมา
ตามต้นและตอมีปุ่มและตาไม้มองดูคล้ายต้นจริงที่มีอายุมากๆ ในธรรมชาติ บอนไซแบบนี้มักมีขนาดค่อนข้างใหญ่ เนื่องจากตอไม้ในธรรมชาติที่จะมีลักษณะแบบนี้ได้
จะต้องเป็นไม้ที่อายุมากจริงๆ
ลำต้นจะเอนไปด้านใดด้านหนึ่ง โดยจะเริ่มเอนตั้งแต่โคนต้นส่วนที่พ้นดินขึ้นมา
กิ่งทุกกิ่งและพุ่มใบทุกพุ่มจะแตกออกไปในทิศทางเดียวกันกับที่ลำต้นเอนไปทั้งหมด และจะเหยียดขนานไปกับพื้นดิน
ทำให้ดูเหมือนไม้ที่ต้องลมแรง จึงเรียกกันว่า"ไม้ลู่ลม" ซึ่งเลียนแบบธรรมชาติของไม้ที่อยู่บนหน้าผาสูง และถูกลมพัดอยู่ด้านเดียวชั่วนาตาปี
บอนไซประเภทนี้จะมีรากส่วนหนึ่งโผล่พ้นขึ้นมาจากดิน ทำให้ส่วนของลำต้นลอยสูงขึ้นไป ดูแล้วคล้ายกับไม้ดัดไทยที่เรียกว่า
"ไม้ตลกราก" ส่วนของรากที่ลอยขึ้นมานี้จะค่อนข้างยาว และไม่มีดินเกาะอยู่เลย ดูแล้วเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของลำต้น
เป็นการปลูกบอนไซบนก้อนหินหรือข้างก้อนหิน ให้รากส่วนหนึ่งเกาะหินอยู่เล็กน้อย ก่อนที่จะเลื้อยลงดิน
โดยรากส่วนใหญ่จะคร่อมก้อนหินไปโดยไม่มีการยึดเกาะ อย่างที่ผู้เขียนเรียกว่าเป็น "ไม้คร่อมหิน" ในบทที่ 2 รูปทรงของต้นจะเป็นไปตามลักษณะของลำต้น
ดังนั้นจึงเป็นได้หลายรูปแบบ ทั้งตั้งตรงและเอนชาย
เป็นการปลูกไม้ลงบนก้อนหินส่วนใดส่วนหนึ่ง แล้วปล่อนให้รากเลื้อยรัด ยึดเกาะแน่นอยู่กับก้อนหิน อาจเป็นไม้ต้นเดียวแบบตั้งตรง เอนชาย
โค้งลงดิน หรือแม้แต่การปลูกร่วมกันหลายต้น หลายพันธุ์ บนหินก้อนเดียวกันก็ได้
เป็นไม้ที่มีลำต้นค่อนข้างโต บิดเป็นเกลียวในรูปต่างๆ กัน การแตกกิ่งอาจเป็นการแตกจากส่วนยอด หรือจากส่วนกลางของลำต้นก็ได้ทั้งนั้น
การจัดรูปแบบของกิ่งและช่อใบก็เป็นไปตามลักษณะของไม้ โดยให้ดูเป็นธรรมชาติ ส่วนสำคัญของไม้แบบนี้อยู่ที่ความสวยงามของลำต้นที่บิดเป็นเกลียว
เป็นไม้ตอซึ่งมีลักษณะที่เรียกว่า "ตอแอบ" คือมองตอแทบไม่เห็น มีลำต้นตั้งแต่สองต้นขึ้นไป อาจมีขนาดเท่ากันหรือต่างขนาดกัน
โดยที่ลำต้นนั้นอาจไม่ได้เกิดจากตอเดียวกันก็ได้
ลักษณะเหมือน Informal Upright แต่ทรงต้นเตี้ย เรียงกันเป็นกลุ่ม ทรงต้นและพุ่มใบหนาทึบ มองดูในแนวตรงจะเห็นเป็นทรงสามเหลี่ยม
เป็นไม้ตอที่มีลำต้นหลายลำแตกออกมาจากโคนเดียวกัน ทำให้มองดูเป็นกอ โดยที่ลำต้นเหล่านั้นอาจมีขนาดความสูงไล่เรี่ยกัน
หรือแตกต่างกันก็ได้ แต่เมื่อมองดูแล้วสัดส่วนของไม้ทุกต้นต้องมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน
เป็นไม้ตอที่มีตอขนาดใหญ่โผล่นูนขึ้นมาเหนือพื้นดินเล็กน้อย มีแขนงแตกออกมาเป็นลำต้นใหญ่น้อย ขนาดและความสูงต่างๆ กัน แต่ทุกลำจะมีขนาดเล็กกว่าตอเดิม และหลายแขนงจะมองดูคล้ายตอไม้ที่แตกแขนงใหม่
เป็นไม้ตอที่มองดูเหมือนไม้กลุ่ม เพราะมีตอนอนราบอยู่กับพื้น มีลำต้นหลายลำแตกจากตอขึ้นมาเหนือพื้นดินอีกทีหนึ่ง ลำต้นที่แตกขึ้นมานี้จะมีลักษณะแบบ Upright ไม้น้อยชนิดนักที่อาจนำมาทำเป็น Raft Style ได้ ที่พบมากก็คือ สน วิธีทำไม้แบบนี้ใช้หลักของการขยายพันธุ์โดยทับกิ่งหรือทับราก คือใช้ดินกลบทับกิ่งหรือรากที่เลือกไว้เป็นต้นพันธุ์ ให้งอกกิ่งใหม่ออกมา เมื่อตัดกิ่งออกมาปลูกเป็นไม้บอนไซ กิ่งเดิมก็จะกลายเป็นลำต้นที่นอนอยู่กับดิน ส่วนกิ่งที่แตกใหม่ก็จะกลายเป็นลำต้นที่ตั้งขึ้นเหนือพื้นดิน
เป็นไม้กอที่ถูกแบ่งแยกออกมาจากกอเดิม มีหลายลำต้นอยู่ในกอเดียวกัน อาจมีลักษณะทรวดทรงของลำต้นต่างๆ กันตามการดัดและตกแต่ง แต่ในภาพรวมเมือมองแล้วต้องคล้ายกับป่าธรรมชาติ ที่จำลองลงมาไว้ในกระถางแบบถาด
|
|
|