ในบทที่ 1 ได้กล่าวถึงลักษณะที่คิดว่าดีของไม้แคระ (ตามความคิดของผู้เขียน) ไปแล้ว ในบทนี้ก็จะได้กล่าวถึงเรื่องหลักของการเลือกหาต้นไม้ ที่จะเอามาเลี้ยงดูให้เป็นไม้แคระหรือบอนไซต่อไป ซึ่งก็เป็นเรื่องไม่ง่ายนักที่จะบอกเล่ากันด้วยตัวหนังสือ เพราะทางที่ดีควรจะเป็นการไปเดินเลือกหาด้วยกันเลย ดูจะได้ผลดีกว่า แต่ก็เอาเถอะ ยังไงๆ ก็คงจะพอกล้อมแกล้มเป็นประโยชน์ได้บ้างไม่มากก็น้อย

เรื่องของการเลือกหาต้นไม้มาทำบอนไซ ที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ คงจะพูดเฉพาะการเลือกต้นไม้ ที่เขาขุดมาเลี้ยงไว้พักหนึ่ง พอมีรูปมีทรงให้เห็นหน้าเห็นตากันแล้วเท่านั้น เพราะถ้าจะเลือก"ตอ"ที่เขาเพิ่งขุดแล้วเอามาวางขาย อย่างที่นักเลงบอนไซเรียกกันว่า "ไม้ตุ้ม" นั้น ก็เห็นจะต้องจูงมือกันไป ดูไปสาธยายไป อย่างที่บอกไว้ข้างต้น นั่นแหละ ถึงคงจะพอหาตอไม้มานั่งประคบประหงมกันได้ การเลือกไม้ตุ้มที่เพิ่งขุดมาใหม่ๆ นี้เป็นเรื่องเสี่ยงมาก สำหรับนักเล่นหน้าใหม่ เพราะไม่มีทางรู้เลยว่า ไม้ต้นนั้นจะอยู่หรือจะไป กว่าจะหาประสบการณ์ได้ ก็หมดไปหลายกะตางค์ เพราะตอหนึ่งๆ สนนราคาก็ไม่เบานัก

จะหาตอไม้มาทำบอนไซได้ที่ไหน ในยุค ไอ เอ็ม เอฟ ?

สถานที่ซึ่งพอจะหาซื้อตอไม้มาทำเป็นไม้แคระได้ ที่สะดวกที่สุดก็เห็นจะเป็นที่ตลาดนัดสวนจตุจักร ซึ่งถ้าจะไปเดินดูในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ก็จะต้องจ่ายเยอะหน่อย แต่มีอีกทางหนึ่งที่พอจะทำให้หาไม้เกรดเดียวกัน กับที่วางขายในตลาดนัดช่วงเสาร์อาทิตย์ แต่ในสนนราคาที่ย่อมเยากว่าได้ แต่ต้องลงทุนตื่นเช้าหน่อย คือวันพุธเช้ามืด คนที่อยากได้ตอไม้ลักษณะต้องตาต้องใจ ต้องไปถึงสวนจตุจักร ทางประตูด้านถนนกำแพงเพชร 1 แต่ต้องไม่สายกว่าตีห้า อย่าลืมเอาไฟฉายไปด้วย เมื่อไปถึงจะเห็นรถปิคอัพและรถบรรทุกจอดรอลงต้นไม้นับสิบๆ คัน เป็นไม้ตุ้มบ้าง ไม้ตอบ้าง ไม้ใหญ่ที่ล้อมมาขายนักจัดสวนก็มีเยอะ ลองเดินดู ไฟฉายที่เอาไปด้วยนั่นแหละ ใช้ส่องดูตอที่วางไว้ลึกๆ เรามองไม่เห็น เพราะตีห้ายังมืดตื๋ออยู่ ชอบใจต้นไหนก็จองกันตั้งแต่บนรถเลย ต่อรองราคากันให้เรียบร้อย อาจถึงต้องวางมัดจำกันบ้างสำหรับการซื้อขายยุค ไอ เอ็ม เอฟ ทีนี้พอประตูสวนเปิดให้รถเข้า ก็ตามรถคันนั้นเข้าไปเลย คนขายก็จะลำเลียงไม้ลง เราก็รีบเอาไม้ที่หมายตาไว้ออกมา ขืนช้าอาจมีคนอยากได้มาให้ราคาสูงกว่า คนขายอาจโลภมากขายไปทั้งๆ ที่เราวางมัดจำไว้แล้ว ผู้เขียนเคยเจอในกรณีนี้ ทั้งๆ ที่เราเป็นลูกค้าประจำ เล่นเอาอารมณ์เสีย เลิกคบกันไปเลย

วิธีหาตอไม้อย่างที่ว่าไว้นี้ จะทำให้เรามีประสบการณ์ในการเล่นบอนไซอย่างรวดเร็ว ด้วยการเตร่ไปรอบๆ ฟังบรรดาเซียนทั้งหลายคุยกัน ความรู้ที่ได้มาแต่ละวัน อาจมากกว่าที่จะได้จากการอ่านหนังสือเป็นอาทิตย์เสียอีก เซียนบางคนพอได้ตอไม้มาก็จะลงนั่งล้อมวงกัน มีตอไม้อยู่กลาววง ถ้าเข้าไปฟังจะได้ยินการวิจารณ์ถึงรูปลักษณ์ที่ควรจะเป็น(ในอนาคต)ของไม้ตอนั้น กิ่งไหนควรตัดออก กิ่งไหนควรเลี้ยงไว้ ควรจะดัดกิ่งไหนไปทางไหน ปรึกษากันไปจิบกาแฟไป ดูจะเป็นส่วนหนึ่งของความสุขซึ่งมีคนเข้าไปสัมผัสได้ไม่กี่คนนัก ถ้าคุณมีใจรักจริงๆ ลองไปดูสักสองหรือสามพุธคุณก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของพวกเขาเหล่านั้นไปด้วยอย่างไม่รู้ตัว และสิ่งที่จะตามมาก็คือ ถ้าถึงวันพุธแล้วไม่ได้ไปจะรู้สึกเหมือนขาดอะไรไปสักอย่าง แล้วถ้าลงเป็นอย่างนั้น ไม่ช้าบ้านคุณก็จะเต็มไปด้วยตอไม้บอนไซ ฉนั้นก็ต้องบอกกล่าวกันไว้ตรงนี้ว่า สมัยนี้สตางค์หายากนะ... จึงควรชั่งใจให้ดีก่อนตกลงปลงใจกับต้นไหน และข้อสำคัญต้องให้แน่ใจเสียก่อนว่าคุณรักบอนไซจริงๆ วิธีดูใจตัวเองง่ายๆ ก็คือ ลองหาตอไม้ที่ถูกตาถูกใจคุณมาสักสองสามตอก็พอ ค่อยๆ นั่งเลี้ยงนั่งดัดกิ่งไป จะรู้ว่าคุณมีรักแท้แค่ไหน ก็คงต้องรอสักห้าหกเดือน หรือกว่านั้น และถ้าตอไม้นั้นพอเข้ารูปเข้าทรงจากการประคบประหงมของคุณ ก็แปลว่าพอจะไปหามาเพิ่มได้แล้ว แต่ถ้ามันมีสภาพเป็นตอไม้รกๆ เพราะเทวดาเลี้ยง หรือเคราะห์หามยามร้ายกลายสภาพเป็นดุ้นฟืนแห้งๆ เพราะเทวดาลืมเลี้ยง คุณก็เลิกคิดเลี้ยงบอนไซเถอะครับ แล้วอย่าลืมฌาปนกิจดุ้นฟืนนั่นเสียด้วย อย่าปล่อยให้อยู่บาดตาบาดใจเราต่อไปเลย

หลักในการเลือกตอไม้บอนไซ

มีพันธุ์ไม้พื้นเมืองบ้านเราหลายชนิด ที่สามารถนำมาเลี้ยงเป็นไม้บอนไซได้ดี ไม้ที่จะนำมาเลี้ยงเป็นไม้แคระควรเป็นไม้ยืนต้นที่มีอายุยืนมากๆ ในธรรมชาติ เป็นไม้เนื้อแข็ง ทนทานต่อความแห้งแล้ง หรือพูดง่ายๆ ว่าตายยาก มีรูปทรงสวยงามตามธรรมชาติ ได้แก่ตะโกนา ข่อย มะขามไทย มะขามเทศ มะสัง เกล็ดปลาหมอ หมากเล็กหมากน้อย มะเกลือ อรพิม กระทุ่ม พุดป่า และสน หรืออาจเป็นไม้ประเภทไม้ดอกที่ออกดอกบ่อย ดอกมีขนาดพอเหมาะ รูปทรงดอกสวยงาม ได้แก่โมก ทั้งโมกบ้านและโมกมัน เข็มป่า ตะแบก เฟื่องฟ้า และชาปัตตาเวีย หรือเป็นไม้ที่มีผลสวยงามน่ารัก ได้แก่ทับทิมหนู ไทร ชาฮกเกี้ยน มะเดื่ออุทุมพร โพธิ์ เหล่านี้เป็นต้น นอกจากนี้ก็ยังมีไม้เนื้ออ่อนอายุสั้นบางชนิดที่มีผู้นำมาเลี้ยงเป็นบอนไซ ส่วนมากจะเป็นไม้ที่ให้ดอกสวยงาม เช่นพู่ระหง ชบา และเทียนหยด อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้เริ่มต้นใหม่ๆ อาจมีความลำบากในการดูไม้เหล่านี้อยู่บ้างว่าเป็นต้นอะไรแน่ เพราะตอบางตอไม่มีใบให้ดูเลย นักเล่นหน้าเก่าจะอาศัยความชำนาญดูลักษณะของไม้ เช่นลักษณะของตอ เปลือก และกิ่ง สำหรับนักเล่นหน้าใหม่ต้องอาศัยถามคนขาย ซึ่งโดยมากนอกจากจะได้รับคำตอบแล้ว ยังมีคำอธิบายเพิ่มเติมที่เป็นประโยชน์อีกมาก

หลักทั่วๆ ไปในการเลือกตอไม้สำหรับทำบอนไซ พอจะสรุปได้ดังนี้

  1. ก่อนอื่นเมื่อรู้ว่าเป็นไม้อะไรแล้วก็ต้องดูหน้าตาทรวดทรงกันหน่อย อย่างน้อยควรจะมีกิ่งออกให้ดูสองสามกิ่ง และควรจะอยู่ตามตำแหน่วของกิ่งหนึ่งและสอง พูดง่ายๆ ก็คือ สำหรับไม้ประเภทลำต้นตรง ส่วนยอดของตอควรแยกจากกันเป็นสามแฉก สองแฉกแรกลดหลั่นกันขึ้นไป ทั้งตำแหน่งและขนาดกิ่ง ส่วนกิ่งที่เหลือจะเป็นกิ่งยอดซึ่งเราจะต้องเลี้ยงให้แตกกิ่งสาม - สี่ต่อไป ดังนั้นกิ่งยอดต้องมีขนาดโตพอสมควร และมีลักษณะแข็งแรง ถ้าเป็นไม้กอหรือไม้กลุ่ม ขนาดความสูงของแต่ละต้นจะต้องลดหลั่นได้ระเบียบสวยงาม ไม่ใช่สูงเท่ากันหมด พอเอามาเลี้ยงแล้วไม่รู้จะแต่งกิ่งให้สวยได้ยังไง กลายเป็น"ไม้ก้อน" ไม่ใช่"ไม้กลุ่ม" เพราะกิ่งและใบเกาะกันเป็นก้อนๆ ไปหมด
  2. เมื่อพบตอไม้ที่ถูกใจแล้ว ให้ตรวจดูผิวของไม้อย่างใกล้ชิด ไม้ควรมีความสด ไม่ใช่แห้งแหงแก๋ ถ้ามีใบอยู่ด้วยจะดูค่อนข้างง่าย ใบจะต้องสดชื่น ไม่เหี่ยวเฉา หรือมองดูแล้วมีทีท่าว่าอาจจะเหี่ยวไปได้ทุกเมื่อ ถ้าไม่มีใบก็ดูยากหน่อย ถ้าเป็นตะโกจะดูแทบไม่ออกเลย นึกถึงคำว่า "ดำเป็นตอตะโก" ดูเองก็แล้วกัน
  3. ต่อไปให้ดูส่วนราก ซึ่งสำคัญมาก ถ้าไม้เป็นไม้ที่ขุดมาใหม่จะไม่สามารถบอกได้เลยว่า จะเลี้ยงรอดหรือไม่ ถ้าอยากจะลองเสี่ยงให้ตรวจดูดินที่หุ้มราก หรือที่เรียกว่า"ตุ้ม" ซึ่งโดยมากจะใช้กระดาษหรือกระสอบห่อไว้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ตุ้มดินนั้นจะต้องไม่แตกจากกัน ซึ่งจะดูได้จากรอยร้าวของก้อนดิน ถ้าพบรอยแตกขนาดใหญ่พาดกลางก้อนดิน โดยคนขายพยายามใช้เชือกรัดหรือห่อไว้อย่างมิดชิดไม่ให้ตุ้มแตกออกจากกัน ถ้าพบอย่างนี้ให้สวยยังไงก็ตามอย่าซื้อมาเป็นอันขาด เพราะร้อยทั้งร้อยโอกาศรอดแทบจะไม่มีเลย ปล่อยให้มือโปรเขาเสี่ยงดีกว่า
  4. ถ้าตอไม้นั้นปลูกอยู่ในกระถาง หรือภาชนะใดๆ ก็ตาม จะต้องดูให้แน่ใจว่ามันถูกปลูกไว้ในนั้นนานแล้ว โดยดูจากดิน ถ้าไม้นั้นอยู่ในกระถางมานานแล้วดินจะจับขอบกระถางสนิท ไม่มีช่องว่างระหว่างดินกับขอบกระถาง และหน้าดินจะต้องค่อนข้างแข็ง ไม่ร่วนซุยหรือหลุดจากกันเป็นก้อนๆ ซึ่งแสดงให้เห็นชัดว่า ไม้ต้นนั้นเพิ่งเอาลงกระถางก่อนเอามาวางขายนี่เอง (อย่าใช้วิธีถามว่าลงไว้นานหรือยัง เพราะจะได้รับคำตอบว่า "โอ้ย.... เป็นปีแล้วพี่..." ทุกทีไป)
  5. ถ้าคุณชอบไม้ที่เรียกว่า "ไม้เกาะหิน" ถ้าพบเข้าอย่าเพิ่งผลีผลาม ค่อยๆ ดูให้ดี ก่อนอื่นจะต้องรู้ว่า ไม่ใช่ไม้ทุกต้นทุกชนิดที่จะเลี้ยงให้เกาะหินได้ ไม้เกาะหินนั้นรากจะต้องเกาะยึดอยู่กับหินอย่างแนบแน่น ไม่ใช่"คร่อม"หิน ไม้ประเภทที่รากยึดเกาะหินได้แน่นและแข็งแรง จะมีพวกไทร ไกร และโพธิ์เป็นหลัก โมกมีบ้างเล็กน้อย แต่ไม้อย่างอื่นเช่นตะโก ข่อย มะขาม ฯลฯ บรรดามี มักไม่ยอมเกาะหิน ไม่ว่าจะขู่บังคับยังไงก็แล้วแต่ จึงมีคนหัวใสเอาต้นโมกบ้าง ขาฮกเกี้ยนบ้างรวมทั้งไทรและโพธิ์บางต้นที่มีรากยาวสักหน่อย มาใช้ลวดหรือเชือกผูกรัดรากเอาไว้กับก้อนหิน เอาดินโปะเสียส่วนหนึ่งให้ดูขลัง แล้วขายเป็นไม้เกาะหิน ถ้าพบเข้าไม่ควรซื้อมา แต่ถ้าอยากได้จริงๆ จะซื้อมาก็ได้ ถ้าเป็นไทรหรือโพธิ์ก็พอมีทางทำให้เกาะหินจริงๆ ได้ (ลองอ่านดูในบทที่ 9 เทคนิคการทำไม้เกาะหิน) แต่ถ้าเป็นไม้อื่นๆ ก็เลี้ยงไว้เป็น "ไม้คร่อมหิน" ดูเล่นก็แล้วกัน
  6. ไม้ตอที่ปล่อยกิ่งไว้กับต้นหลายกิ่งจะน่าเล่นมากกว่าไม้ที่เหลือไว้เฉพาะกิ่งหลักตามข้อ 1 เพราะให้โอกาสเราเลือกเล่นกิ่งตามใจเราได้ ซึ่งดีกว่าการถูกบังคับให้เล่นตามฟอร์มที่เขาวางไว้ให้ ซึ่งบางครั้งอาจไม่ถูกใจเรา ถ้าพบไม้แบบนี้ ให้ใจเย็นๆ ค่อยๆ ดูตำแหน่งของแต่ละกิ่ง พิจารณาและจินตนาการดูว่า ถ้าปล่อยให้กิ่งนั้นอยู่ กิ่งนี้อยู่ รูปทรงของต้นที่สมบูรณ์น่าจะเป็นอย่างไร การดูทรงไม้ที่มีกิ่งมากๆ ทำได้โดยการเอาแผ่นกระดาษบังกิ่งที่ไม่ต้องการเสีย จะทำให้เราเห็นรูปทรงที่ต้องการได้เด่นชัดขึ้น การนั่งดูนานๆ ดูให้ลึกซึ้ง ลองเอากระดาษปิดตรงโน้นตรงนี้ คนขายจะไม่ว่าอะไร เพราะคนดูบอนไซส่วนมากจะดูกันแบบนั้น และยังมีผลให้เกิด"เครดิต" ให้คนขายเกรงใจด้วยว่าเราก็เล่นเป็นเหมือนกัน ข้อสำคัญอย่าไปทำกิ่งของเขาหักก็แล้วกัน เป็นเรื่องแน่

หลังจากที่เลือกหาไม้ที่ถูกใจได้แล้ว ระยะต่อไปนี้ก็คือระยะ "ลองใจ" ซึ่งผู้เริ่มเลี้ยงจะต้องอาศัยความใจเย็น ความอดทน และความสุขุมลุ่มลึก ในการที่จะค่อยๆ ฟูมฟักไม้ที่ได้มา จนกว่าจะกลายเป็นไม้แคระที่สวยงาม เป็นรางวัลของชีวิต และรางวัลของความอดทน ที่น้อยคนนักจะพึงได้รับ