
ในสมัยโบราณ เชื่อกันว่าไม้แคระรุ่นแรกๆ ที่เลี้ยงกันอยู่ในบ้านเรานั้น เป็นพันธุ์ไม้ที่นำมาจากเมืองจีน โดยชาวจีนที่เข้ามาติดต่อค้าขาย และเข้ามาพำนักอยู่ในเมืองไทยเป็นผู้นำเข้ามา คนไทยที่ไปพบเห็นและเกิดชอบพอขึ้นมา อยากเล่นบ้างก็คงจะลองหาไม้พื้นบ้านที่มีลักษณะและนิสัยที่คล้ายคลึงกัน มาลองทำเป็นไม้แคระดู เมื่อเห็นว่าไม้ชนิดใดเลี้ยงเป็นไม้แคระได้ก็กระจายออกไปในหมู่คนคอเดียวกัน และก็มีการเสาะแสวงหาไม้ที่สามารถนำมาทำไม้แคระได้ เพิ่มเติมขึ้นมาเรื่อยๆ จนในปัจจุบันมีอยู่หลายพันธุ์ ลักษณะพันธุ์ไม้ที่ใช้ทำไม้แคระได้นั้น ควรจะเป็นไม้ที่มีใบเล็ก หรืออาจทำให้เล็กลงได้เมื่อนำมาปลูกเลี้ยงในที่จำกัด ทรงพุ่มใบหนาแน่น เลี้ยงง่าย ทนทานต่อความแห้งแล้งได้ดี และข้อสำคัญคือต้องเป็นไม้อายุยืน ดังจะเห็นว่าบอนไซบางต้นมีอายุกว่า 50 ปี หรือบางต้นกว่า 200 ปี ดังที่ มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้เคยไปเห็นที่เมือง โอมิยะ ผู้เขียนเองก็พยายามไปหาดู แต่ไม่ทราบว่าไม้ต้นนั้นอยู่ที่สวนไหน เพราะมีหลายแห่งเหลือเกิน เดินไม่ไหว เลยไม่ได้เห็น แตสนจูนิเปอร์ต้นที่เขาพาไปดูก็เห็นบอกว่า อายุกว่า 160 ปี งามจับตาจริงๆ ให้นั่งดูทั้งวันก็ยอม เสียดายที่เขาไม่ยอมให้ถ่ายรูป
ไม้ไทยที่สามารถนำมาเลี้ยงเป็นไม้แคระหรือบอนไซได้นั้นมีอยู่หลายพันธุ์ ส่วนใหญ่จะเป็นไม้ยืนต้นและเป็นไม้เนื้อแข็ง ส่วนไม้เนื้ออ่อนมีบ้าง แต่ไม่มากนัก เพราะไม้เนื้ออ่อนมักมีอายุไม่ยืน ผู้เขียนเคยเห็นมีการนำเอาผกากรองมาทำเป็นบอนไซ ดูสวยดี อายุก็พอสมควร แต่เคยเห็นมีต้นชบาและพู่ระหงด้วย ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะอยู่ได้นานแค่ไหน
วัตถุประสงค์ที่เขียนเรื่องนี้ขึ้นมา ก็เพื่อให้ผู้ที่สนใจจะลองหัดเลี้ยงบอนไซ ได้รู้จักพันธุ์ไม้พื้นเมืองของบ้านเราที่นำมาทำบอนไซได้ ชื่อทางวิทยาศาสตร์ ตลอดจนรายละเอียดต่างๆ ของไม้นั้นๆ เผื่อว่าจะไปหามาเลี้ยงจะได้ไม่ถูกหลอกได้ง่ายๆ


เป็นไม้ยืนต้นเนื้อแข็งขนาดกลาง พบทั่วไปในป่าเบญจพรรณและป่าละเมาะ ลักษณะใบโต ดกหนาทึบ สีเขียวเข้ม ดอกสีเหลือง ผลมีลักษณะกลมคล้ายผลพลับ เมื่อดิบจะมียางมาก แต่เมื่อสุกจะมีสีเหลือง รับประทานได้ เปลือกแก่จะมีสีดำผิวหยาบขรุขระและมีรสฝาด เปลือกและผลอ่อนเป็นยาแก้ท้องร่วงและแก้อาการอาเจียน ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด นอกจากนี้ยังมีอีกหลายชนิดดังต่อไปนี้
ตะโกนา Diospyros rhodocalyx (Kurz)
ตะโกสวน Diospyros peregrina (Gurke)
ตะโกพนม Diospyros castaneae (Fletcher)
ตะโกหนู Diospyros sp.
นอกจากนี้ยังมีตะโกด่างและตะโกเผือก ซึ่งที่จริงก็คือตะโกธรรมดา แต่ขาดธาตุอาหารมาตั้งแต่เป็นต้นเล็ก จึงทำให้มีความพิกลพิการไป กล่าวคือมีใบด่าง หรืออาจเป็นสีขาวหมดทั้งใบ แต่เลี้ยงยากมาก ส่วนมากจะตายเสียหมดตามภาษาต้นไม้ที่ไม่สมประกอบ
ยังมีไทรอีกพันธุ์หนึ่ง เรียกกันว่าไทรไต้หวัน มีลักษณะใบคล้ายไทรใบแหลม คือลักษณะใบแคบ ปลายแหลม ขอบใบทั้งสองข้างม้วนห่อเข้าหากลางใบ สีเขียวเข้มเป็นมัน มีรากอากาศตามต้นและกิ่ง เมื่ออายุน้อยลำต้นและกิ่งจะเป็นสีน้ำตาล แต่เมื่ออายุมากจะเปลี่ยนเป็นสีเทา ขยายพันธุ์ด้วยการตอน ปักชำกิ่ง และเพาะเมล็ดเช่นเดียวกับไทรชนิดอื่น แต่จำนวนผลมีน้อยกว่า มีผู้นิยมทำเป็นบอนไซกันมาก
ทับทิมหนู Punica granatum var. nana (Linn.)
ทับทิมดอกซ้อน Punica granatum var. regrellei (Heirn)
กระทุ่มหมู Mitragyna brunonis (Craib))
กระทุ่มโคก Mitragyna hirsuta (Hav.)
กระทุ่มเนิน Mitragyna rotundrifolia (Okze)
ไม้ยืนต้นเนื้อแข็งขนาดกลาง ใบกลมเล็กขนาดใบข่อย พบตามท้องไร่ท้องนา ตามเรือกสวนทั่วไปโดยเฉพาะในภาคกลาง และตามป่าดอน เป็นไม้ดัดยอดนิยมมาตั้งแต่โบราณ ผลมีขนาดเล็กลักษณะคล้ายผลมังคุดหรือพลับ ผลดิบมียางมาก เปลือกและเนื้อไม้เป็นยา ใช้บำรุงกำลังและบางตำราก็ว่าแก้โรคกามตายด้านด้วย ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด
เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง เกิดตามป่าไม้เบญจพรรณและมีปลูกตามเรือกสวนไร่นาทั่วๆ ไป ลักษณะใบโตยาวคล้ายใบชมพู่แต่หนากว่า ผลโตคล้ายตะโกนาแต่โตและยาวกว่า ผลดิบมียางมากและมีรสฝาด ผลสุกรับประทานได้ ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด
เป็นไม้พุ่มขนาดใหญ่ เกิดตามป่าไม้เบญจพรรณในภาคเหนือและอิสาน ใบเล็กยาว ลักษณะคล้ายใบลำไยและเป็นพุ่มหนา เปลือกมีรสฝาด ผลมีลักษณะกลม หนา แข็ง ขั้วมีจานรอง ผลดิบมีรสฝาด ผลสุกรับประทานได้
ไม่ทราบชื่อ species คาดว่าไม้พันธุ์นี้เป็นพันธุ์เดียวกับตะโกอย่างใดอย่างหนึ่งที่กล่าวมาแล้ว โดยอาจมีการกลายพันธุ์เนื่องจากสภาพดินฟ้าอากาศและสภาพแวดล้อม หรืออาจเกิดจากตอที่ตายแล้วมีการแตกกิ่งก้านขึ้นใหม่เมื่อได้รับสภาพแวดล้อมที่พอเหมาะ เพราะไม้พันธุ์นี้ที่ขุดได้จากป่านั้นจะเกิดจากรากเดิมทั้งสิ้น ลักษณะใบก็แตกต่างกันไปถึง 3 แบบ ชนิดแรกใบมีลักษณะคล้ายใบมะขามแต่โตและยาวกว่าใบมะขามเล็กน้อย ใบบิดและออกสลับตามข้อ สีเขียวเข้ม โตช้ามาก พบแถวจังหวัดราชบุรีและเพชรบุรี ชนิดที่สองใบโตกว่าชนิดแรก ลักษระบิด ยาวประมาณ 1-2 เซ็นติเมตร ออกไม่ค่อยเป็นระเบียบ ส่วนชนิดที่สามเป็นชนิดใบกลม โตประมาณ 1-2 เซ็นติเมตร ออกสลับตามข้อ มีลักษณะใบบิดและซ้อนถี่ สีเขียวเข้ม พบทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
มะสัง Feroniella lucida (Swingle)
ไม้ยืนต้นขนาดกลาง ใบคล้ายใบคนทาหรือใบมะขวิดแต่เล็กกว่า แตกช่อเป็นพุ่มแน่นสีเขียวเป็นมัน มีหนามแหลมยาวตามกิ่งก้าน เปลือกขรุขระ ต้นที่อายุมากๆ เปลือกจะแตกเป็นลายสวยงามมาก ผลรูปกลมขนาดเท่าผลส้มเกลี้ยงหรืออาจเล็กกว่าเล็กน้อย เปลือกหนา เนื้อรับประทานได้ พบมากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ชอบขึ้นในดินปนทราย ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด
ข่อย Sterblus asper (Lour)
เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ใบค่อนข้างโต ขอบใบหยัก ใบมีผิวหยาบและสาก เนื้อไม้มีสีขาวอ่อน ดอกมีขนาดเล็กสีขาวออกเป็นช่อ ผลลักษณะกลม ขนาดเท่าเมล็ดพริกไทย เมื่อสุกจะมีสีเหลือง เป็นไม้ที่มีประโยชน์มาก สมัยโบราณใช้เนื้อไม้ทำกระดาษเนื่องจากมีสีขาวและใช้กิ่งทำความสะอาดฟัน ใบสดใช้ปิ้งไฟให้เหลืองกรอบชงกับน้ำใช้ดื่มช่วยการระบายท้อง ข่อยเป็นไม้ที่ค่อนข้างอ่อนแอ อาจพาลตายเอาง่ายๆ เมื่อได้รับความกระทบกระเทือนจากการขุดย้าย ข่อยขยายพันธุ์ได้ด้วยการตอนกิ่งและเพาะเมล็ด
ไกร Ficus virens var. glabella (Ait)
ไม้ยืนต้นขนาดกลาง ลักษณะใบรูปเรียวยาวปลายแหลมคล้ายใบหอก ยาวประมาณ 7-10 เซ็นติเมตร มีทั้งชนิดปลายแหลมมากและแหลมน้อย ใบอ่อนมีสีแดงปนชมพูหรือปนน้ำตาลสวยงามมาก เปลือกไม้และกิ่งที่มีอายุน้อยมีสีน้ำตาล แต่เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลปนเทา ต้นที่สมบูรณ์เมื่อได้รับสภาพแวดล้อมที่พอเหมาะจะมีรากอากาศงอกจากลำต้นและกิ่งก้าน คล้ายต้นไทร พบมากในภาคกลาง ขยายพันธุ์โดยการตอน ปักชำกิ่งและเพาะเมล็ด
ไทรย้อยใบแหลม Ficus benjamina (Linn.)
เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางจนถึงขนาดใหญ่ ลำต้นสีขาวอมเทา แผ่กิ่งก้านสาขาเป็นพุ่ม ชอบขึ้นริมน้ำ ใบหนา ขนาดค่อนข้างเล็ก ยาวประมาณ 3 - 7 เซ็นติเมตร ปลายแหลม เส้นใบเรียงเป็นระเบียบ มีรากอากาศห้อยเป็นเส้นลงมาจนถึงพื้นดิน ออกผลตามข้อกิ่ง รูปกลม ขนาดผลเล็ก เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณครึ่งเซ็นติเมตร สีเหลืองหรือเหลืองปนส้ม ขยายพันธุ์โดยการตอนกิ่ง ปักชำ และเพาะเมล็ด
ไทรย้อยใบทู่ Ficus retusa (Linn.)
เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางจนถึงขนาดใหญ่ ชอบขึ้นบริเวณชายน้ำหรือริมน้ำเหมือนไทรใบแหลม แผ่กิ่งก้านสาขาเป็นพุ่ม รูปทรงต้นสวยงาม ใบมีลักษณะกลมหนาเป็นมัน ปลายใบค่อนข้างทู่ มีรากอากาศห้อยย้อยอยู่ตามกิ่งลงมาจนถึงดิน ผลขนาดเล็กเท่าไทรย้อยใบแหลม สีเหลือง ออกตามข้อของกิ่ง การเติบโตค่อนข้างเร็ว นิยมใช้ทำไม้เกาะหิน ขยายพันธุ์โดยการตอน ปักชำกิ่ง และเพาะเมล็ด
โพธิ์ Ficus religiosa (Linn.)
เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางจนถึงขนาดใหญ่ ที่นำมาทำไม้แคระมักเป็นโพธิ์ที่เรียกว่าโพธิ์ป่า ชอบขึ้นตามป่าเบญจพรรณและป่าละเมาะทั่วไป ไม่เห็นมีใครไปเอาต้นโพธิ์ตามวัดมาเลี้ยง คงจะเป็นเพราะคนไทยถือไม่เอาของวัดเข้าบ้าน ลักษณะลำต้นมีสีขาวนวล ใบหนา ขอบใบค่อนข้างเรียบ ปลายใบไม่แหลมมาก ผลมีขนาดเล็กพอกับผลไทร ลักษณะกลม สีเหลือง ออกผลตามกิ่งก้าน มีเกษรเล็กๆ อยู่ภายใน โพธิ์อาจมีรากอากาศได้หากอยู่ในที่ซึ่งมีสภาพแวดล้อมเหมาะสม ขยายพันธุ์โดยการตอน ปักชำกิ่ง และเพาะเมล็ด
มะเดื่ออุทุมพร Ficus glomerata (Roxb.)
มะเดื่ออุทุมพรหรือมะเดื่อชุมพรเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ชอบขึ้นแถบชายน้ำ ลำต้นมีผิวเกลี้ยง สีออกนวล ใบโตเรียวยาว ออกผลเป็นกลุ่มตามลำต้นและกิ่ง ขนาดผลค่อนข้างโต ผลอ่อนสีเขียวรับประทานได้ เมื่อสุกจัดจะมีสีแดง กลิ่นหอม เปลือกจะมีรสฝาด ใช้เป็นยาแก้ท้องร่วง ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดและตอนกิ่ง ไม้ในตระกูลนี้นอกจากมะเดื่ออุทุมพรแล้วยังมีมะเดื่อเถา มะเดื่อฝรั่ง มะเดื่อหอม มะเดื่อปล้อง และมะเดื่อหว้า แต่ไม่นิยมเอามาเลี้ยงเป็นไม้แคระเหมือนมะเดื่ออุทุมพร คงเป็นที่มะเดื่อเหล่านั้นติดผลในกระถางยากว่ามะเดื่ออุทุมพร
โมกบ้าน Wrightia religiosa (Benth.)
เป็นไม้ยืนต้น พุ่มเตี้ย สูงประมาณ 1-3 เมตร ลำต้นสีน้ำตาล ใบเล็กรูปใข่ ปลายแหลมคล้ายใบแก้ว ดอกมีขนาดเล็กสีขาว มีทั้งที่เป็นกลีบซ้อนและกลีบชั้นเดียว ออกดอกเป็นช่อตามซอกใบ ช่อละ 3 ถึง 5 ดอก มีกลิ่นหอมมาก โดยเฉพาะในช่วงตอนเย็น ดอกจะออกตลอดปี ผลเป็นฝักลักษณะยาวคล้ายฝักถั่วเขียว ออกฝักเป็นคู่ ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด ตอน และปักชำกิ่ง
โมกป่าหรือโมกมัน Wrightia tomentosa (Roem & Schult)
เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ลำต้นมีสีน้ำตาล ใบเล็ก ขนาดเท่าใบมะยม มีใบหนาทึบ ดอกเล็กสีขาว มีกลีบชั้นเดียว ออกดอกเป็นช่อ กลิ่นหอม โดยเฉพาะในเวลาเย็น ผลมีลักษณะเป็นฝักคู่คล้ายโมกบ้าน แต่มีขนาดใหญ่และยาวกว่าเล็กน้อย พบขึ้นตามป่าเบญจพรรณทั่วไป โมกป่าไม่ชอบดินแน่น ถ้านำลงเลี้ยงในกระถางโดยใช้ดินเหนียวจัด มักจะไม่งามและออกดอกน้อย
เฟื่องฟ้า Bougainvillea spectabilis (Wild)
เฟื่องฟ้า และตรุษจีนซึ่งมีชื่อสามัญว่าBougainvillea glabra (Choisy) เป็นไม้ที่อยู่ในตระกูลเดียวกัน และมีลักษณะส่วนใหญ่คล้ายกัน เป็นไม้เลื้อย เถาใหญ่แข็งแรง โตเร็ว มีหนามที่กิ่ง ส่วนที่เห็นเป็นดอกมีสีต่างๆ นั้น แท้จริงแล้วเป็นใบประดับ มีหลายสีเช่น แดง ม่วง ขาว ชมพู หรืออาจมีสองสีในดอกเดียวกัน ส่วนตรุษจีนนั้นใบประดับจะเป็นสีบานเย็น ออกซ้อนแน่น ทั้งสองชนิดมีดอกจริงอยู่ตรงกลาง เป็นดอกเล็กๆ สีขาว ใบจริงมีรูปค่อนข้างกลม ปลายแหลม สีเขียวเข้มเป็นไม้ที่ทนแล้งได้ดีและไม่ชอบแฉะ ถ้าให้น้ำมากเกินไปจะมีแต่ใบไม่มีดอก ขยายพันธุ์โดยวิธีปักชำ เฟื่องฟ้าไม่ใช่ไม้ไทย มีถิ่นกำเนิดเดิมอยู่ในประเทศบราซิล
มะเกลือ Diospyros mollis (Grift)
มะเกลือ (Ebony) เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ สูงได้ถึง 15-20 เมตร เป็นไม้เนื้อแข็งมาก เนื้อไม้มีสีดำสนิท ใบเล็ก ผลมีลักษณะกลมคล้ายผลมังคุด ขนาดประมาณ 1.5 - 2 เซ็นติเมตร สีเขียว มีจานรองผล ผลเมื่อนำมาบีบจะให้น้ำสีดำใช้ย้อมผ้าได้ ออกผลประมาณเดือนมิถุนายนถึงตุลาคม พบตามป่าดิบแล้งและป่าผลัดใบทั่วไป มีมากแถบจังหวัดราชบุรี เพชรบุรี นครราชสีมา และลพบุรี
มะขาม Tamarindus indica (Linn.)
เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางจนถึงขนาดใหญ่ ใบเป็นใบประกอบขนาดเล็ก เปลือกสีน้ำตาล มีผิวขรุขระสวยงาม ดอกเล็ก ออกเป็นช่อสีเหลืองปนแดง ผลเป็นฝักกลมยาวลักษณะเป็นปล้องๆ มะขามแบ่งตามชนิดของฝักได้เป็นสองชนิดคือ มะขามขี้แมว ฝักกลม ยาว ค่อนข้างตรง มีรสเปรี้ยวจนถึงหวาน อีกชนิดหนึ่งเรียกว่ามะขามกระดาน มีฝักใหญ่ แบน และโค้งงอ รสเปรี้ยวจัด มะขามที่ใช้ทำไม้ดัดและไม้แคระเป็นมะขามกระดาน ขยายพันธุ์โดยการตอนและเพาะเมล็ด
มะขามเทศ Pitchecolobium dulce (Benth.)
ถิ่นกำเนิดอยู่ในอเมริกาใต้ เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ลำต้นสีขาวนวล เปลือกมีน้ำฝาดใช้ย้อมผ้า หนัง และแห อวนได้ ใบเล็ก ออกเป็นคู่ขนาดประมาณเท่าหัวแม่มือ สีเขียวสด ตามลำต้นและกิ่งก้านมีหนามสั้นๆ ดอกเล็กเป็นฝอยฟูสีขาวอมเขียว ฝักโค้งจนถึงโค้งเป็นขด ฝักอ่อนสีเขียว เมื่อแก่จะเป็นสีขาวปนแดง เนื้อรับประทานได้ มีรสฝาดจนถึงรสออกหวาน ขยายพันฑุ์โดยการเพาะเมล็ด
ชาปัตตาเวีย Malpighia coccigera (Linn.)
มีอีกชื่อหนึ่งคือชาใบหนาม เป็นไม้พื้นเมืองของอเมริการใต้ ลักษณะเป็นพุ่มเตี้ย ใบเล็ก ขอบใบเป็นจักแหลมแข็งคล้ายหนาม สีเขียวเป็นมัน ดอกมีห้ากลีบ สีขาวปนชมพู ดอกจะออกเต็มต้นสวยงามมาก ผลกลมสีแดง เป็นไม้ที่ชอบแดดจัด ขยายพันธุ์โดยการตอน ปักชำกิ่ง และเพาะเมล็ด นิยมนำชาปัตตาเวียไปดัดเป็นรูปสัตว์ต่างๆ โดยดัดลวดเป็นโครงรูปสัตว์เสียก่อน แล้วจึงนำชาปัตตาเวียไปปลูกเกาะและดัดให้เข้ารูป
มะนาวเทศ Triphasia trifolia (Wils)
ไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูงประมาณ 2 - 4 เมตร เดิมเป็นไม้มาจากประเทศจีน เติบโตค่อนข้างช้า ลำต้นสีเทาอมเหลือง มีหนามแหลมตามกิ่งก้าน ใบเล็กสีเขียวเข้ม ดอกสีขาว ลักษณะคล้ายดอกแก้วแต่เล็กกว่า ออกดอกตามข้อใบ ผลรูปกลมขนาดเท่าผลตะขบ เมื่อยังดิบอยู่จะมีสีเขียวและมีรสเผ็ด แต่เมื่อสุกจะมีสีแดงเข้ม รสหวานรับประทานได้ เป็นยาแก้เจ็บคอของคนจีน ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด
ทับทิม Punica granatum (Linn.)
ทับทิมไม่ใช่ไม้พื้นเมืองของไทย มีถิ่นดั้งเดิมอยู่ในประเทศจีนและอาฟริกาเหนือ เป็นไม้พุ่มขนาดกลาง ใบเล็ก ค่อนข้างยาว ดอกสีแดงสดและสีขาว ผลกลมโต ออกดอกและผลตลอดปี ปลูกเป็นไม้ประดับได้ แต่เลี้ยงเป็นบอนไซจะติดผลค่อนข้างยาก ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดและตอนกิ่ง ทับทิมมีคุณสมบัติทางสมุนไพรหลายอย่าง ยาไทยสมัยโบราณใช้เป็นยาแก้ท้องร่วง ชาวฮินดูใช้ดอกเป็นเครื่องปรุงยาธาตุ เมล็ดแก้อาการท้องเสียและบำรุงหัวใจ ทับทิมที่ปลูกเลี้ยงในเมืองไทยยังมีอีก 2 ชนิดคือ
มีถิ่นเดิมอยู่ในประเทสเสปญ เป็นไม้พุ่มเตี้ยๆ ลักษณะใบ ดอก และผลเหมือนทับทิมธรรมดา
แต่มีขนาดเล็กกว่า ดอกมีกลีบซ้อน สีขาว แสด ชมพู แดงดำ และด่างเป็นจุด แต่ที่พบในประเทศไทยมีแต่ดอกสีแสดเพียงสีเดียว ผลสีน้ำตาลอมเหลืองจนถึงแดง รับประทานไม่ได้ ออกดอกและผลตลอดปี การขยายพันธุ์ทำได้โดยการเพาะเมล็ดและตอนกิ่ง
ลักษณะทั่วไปคล้ายทับทิมธรรมดา แต่มีกลีบดอกซ้อนแน่นสวยงามมาก สีแดงดำ
มีลายเหลืองสลับขาวภายนอก ใช้เป็นไม้ประดับที่สวยงาม และเลี้ยงเป็นบอนไซได้ดี แต่ค่อนข้างจะหายากเนื่องจากเป็นไม้ที่ไม่มีต้นกำเนิดในประเทศไทย
ชาฮกเกี้ยน Carmona microphylla (Lam.) หรือ Ehretia buxifolia(Roxb.)
เป็นไม้ที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศจีน เป็นไม้พุ่มขนาดกลาง แบ่งเป็น 3 ชนิดตามลักษณะของใบคือ ใบเล็ก ใบขนาดกลาง และใบใหญ่ แต่ที่เหมาะกับการทำบอนไซคือชาฮกเกี้ยนชนิดใบเล็ก เนื่องจากมีขนาดใบพอเหมาะกับการทำไม้แคระและมีผลดก ใบชาฮกเกี้ยนมีสีเขียวเข้มเป็นมัน มีลักษณะเป็นหยักบริเวณปลายใบ แตกใบเป็นพุ่มแน่น ดอกมีขนาดเล็ก สีขาว มีห้ากลีบ ผลกลม ขนาดโตกว่าเมล็ดพริกไทยเล็กน้อยและมีสีเขียว เมื่อสุกจะมีสีแดง ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดและปักชำกิ่ง
กระทุ่ม Anthocephalus cadamba (Miq.)
เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางจนถึงขนาดใหญ่ ใบรูปใข่ หนา และออกใบดกหนาทึบ ดอกรูปกลมคล้านดอกกระถินแต่มีขนาดใหญ่ประมาณเท่าลูกหมากสง สีเหลือง เกษรสีขาวเป็นเม็ดเล็กๆ ทั่วดอกดูคล้ายคนตัดผมสั้น สวยงามมาก พบตามป่าเบญจพรรณและป่าแล้งทั่วไป ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดและขุดหางไหล (ต้นอ่อนที่งอกขึ้นจากราก) กระทุ่มนำไปทำเป็นบอนไซค่อนข้างยาก ถ้าอยู่ในดินที่ไม่ถูกใจจะไม่ยอมโตเอาดื้อๆ นอกจากกระทุ่มธรรมดาแล้วยังมีกระทุ่มอีกหลายชนิดคือ
เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง พบขึ้นเป็นกลุ่มประปรายตามป่าเบญจพรรณและป่าแดง เนื้อไม้มีสีเหลืองจนถึงน้ำตาลอ่อน
ไม้ยืนต้นขนาดกลาง ดอกเป็นทรงกลมโตขนาดนิ้วหัวแม่มือ ขึ้นประปรายตามป่าแดง
เป็นไม้พุ่มขนาดกลาง พบตามเนินหรือโคกในป่าเบญจพรรณและป่าดิบทั่วไป
อรพิม Bauhinia winitii (Craib)
หรือมีอีกชื่อหนึ่งว่าคิ้วนาง เป็นไม้เถาขนาดใหญ่ เลื้อยได้ไกล ใบรูปใข่เบี้ยว กว้างประมาณ 1.5 - 2.5 เซ็นติเมตร ยาว 3 - 4.5 เซ็นติเมตร แบ่งเป็นสองซีก ลักษณะคล้ายใบชงโคแต่เล็กกว่า สีเขียวสด ดอกใหญ่สีขาว ออกเป็นช่อตามซอกใบและปลายกิ่ง ขนาดประมาณ 15-20 เซ็นติเมตร กลีบดอกย่น สีขาว กลีบบนมีสีเหลืองอ่อนตอนกลาง ช่อหนึ่งมีประมาณ 40 ถึง 50 ดอก ออกดอกในช่วงฤดูฝนจนถึงปลายฤดูหนาว ผลเป็นฝักแบน กว้างประมาณ 5 เซ็นติเมตร ยาวประมาณ 30 เซ็นติเมตร เมื่อออกดอกเต็มที่จะสวยงามสะดุดตา แต่ยังไม่เคยพบว่ามีการออกดอกเมื่อนำมาเลี้ยงในกระถาง ิพบตามป่าผลัดใบและป่าละเมาะในภาคกลางและภาคตะวันออก ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดและตอนกิ่ง
หมากเล็กหมากน้อย Vintex quinata (Williams)
ไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ลำต้นสีเหลืองนวลจนถึงน้ำตาลอ่อน ผิวเกลี้ยง ใบเป็นใบประกอบ ในหนึ่งก้านใบจะมีใบย่อย 3 ใบ ขอบใบด้านข้างเป็นหยัก ปลายใบแหลม ถ้าขึ้นในที่กันดารหรือเมื่อมีอายุมากจะมีริ้วรอยตาม
ลำต้น ดูสวยงามเหมาะที่จะนำมาทำเป็นไม้แคระ ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด
ตะแบก Lagerstroemia floribunda (Jack )
ไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงประมาณ 15 - 30 เมตร ต้นมีเปลือกเรียบเป็นมัน สีเทาหรือเทาอ่อน ใบเป็นใบเดี่ยวออกตรงข้าม รูปใบหอก กว้างประมาณ 5 - 8 เซ็นติเมตร ยาวประมาณ 12 - 20 เซ็นติเมตร ใบอ่อนสีออกแดง ดอกเมื่อบานจะมีสีม่วงปนชมพูแล้วจะเปลี่ยนเป็นขาว กลีบดอก 6 กลีบ ขนาดดอก 3 - 3.6 เซ็นติเมตร ออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ผลรูปใข่ กว้างประมาณ 1 เซ็นติเมตร ยาว 1.3 - 1.7 เซ็นติเมตร เมื่อผลแก่จะแตกได้ พบตามป่าเบญจพรรณชื้น ขยายพันธุ์โดยเมล็ด
เข็มป่า Ehretia winitii (Craib)
เข็มป่าหรือจั่นน้ำเป็นไม้ยืนต้น ทรงพุ่มสูงประมาณ 2 เมตร ใบเล็กรูปใข่ ขอบใบบิดเล็กน้อย ก้านใบสีเขียวอมแดง ลำต้นสีขาวอมน้ำตาล ดอกออกเป็นช่อสีม่วง ระยะออกดอกประมาณเดือนมิถุนายนถึงตุลาคม ผลออกเป็นพวง เมื่อยังดิบมีสีเขียว เมื่อสุกออกสีแดงสดสวยงามมาก เข็มป่าชอบขึ้นในที่ลุ่ม พบในเขตจังหวัดนครปฐม ราชบุรี และกาญจนบุรี
พุดน้ำ Gardenia hygrophila (Kurz)
เป็นไม้พุ่มยืนต้น ชอบขึ้นในที่ลุ่มและริมน้ำ เช่นริมลำธาร ต้นสูงประมาณ 1 - 2 เมตร ลำต้นมีสีขาวนวลคล้ายเข็มป่า ใบเป็นรูปใข่ปลายแหลมคล้ายใบแก้ว สีเขียวสดเป็นมัน ดอกสีขาว ออกดอกในฤดูฝน ผลกลมยาวคล้ายผลฝรั่ง สีเขียว ขนาดโตเท่าปลายนิ้วก้อย พุดน้าขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด
เกล็ดปลาหมอ
เป็นไม้ยืนต้น เป็นพุ่มสูงประมาณ 1 เมตร ลำต้นมีสีขาวนวลสลับดำ เปลือกล่อน ใบเล็กรูปใข่ สีเขียว ยาวประมาณ 1 - 1.5 เซ็นติเมตร ก้านใบสีเขียวอมแดงและจะแดงเข้มขึ้นถ้าถูกแดดจัดๆ ออกดอกสีเหลืองอ่อน ขนาดเล็กเท่าหัวเข็มหมุดอยู่ใต้ใบ ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด พบในจังหวัดราชบุรีและเพชรบุรี
พุดป่า Desmodium lanceolatum (Schnider)
พุดป่าหรือกระดูกอึ่งเป็นไม้ยืนต้นขนาดย่อม สูงประมาณ 2 - 3 เมตร ลำต้นสีขาวอมเทา เปลือกล่อนง่าย กิ่งก้านแข็ง ใบเล็ก ยาวประมาณ 2 เซ็นติเมตร สีเขียวเข้ม ดอกสีขาว ผลดิบสีเขียวลักษณะกลมแข็ง เมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง พบขี้นตามป่าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
สามพันตา Cleistanthus siamensis (Craib)
เป็นไม้ยืนต้นสูงประมาณ 3 เมตร ลำต้นสีออกนวลอมน้ำตาล ผิวเกลี้ยง ใบมีลักษณะเป็นรูปใข่ปลายแหลมคล้ายใบมะยมแต่มีขนาดเล็กกว่า สีเขียวสด มีผลขนาดเท่าเม็ดพริกไทยอ่อน ออกเป็นแถวตามกิ่งก้าน เมื่อสุกจะมีสีแดง พบตามป่าแดงทั่วไป ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด
หนามพรม Carisa cochinchinensis (Pierre)
เป็นไม้ยืนต้น ขึ้นเป็นพุมสูงประมาณ 2 - 3 เมตร ตามต้นและกิ่งมีหนามยาวแหลม ใบเล็กกลม ใบหนา ดอกสีขาวคล้ายดอกมะลิและมีกลิ่นหอม ออกผลในช่วงฤดูฝน ผลมีลักษณะกลม โตกว่าปลายนิ้วก้อยเล็กน้อย เมื่อสุกจะมีสีแดงคล้ำ รับประทานได้ ไม้ชนิดนี้ชอบขึ้นตามโคกและตามชายทุ่ง พบมากในจังหวัดสระบุรี

|
|
| ||||||||||||