
แต่ว่า ก่อนที่จะคุยกันเรื่องไม้ดัดแบบไทยกันต่อไป ขอทำความเข้าใจเสียก่อนว่า ไม้ดัดแบบไทยนั้น มีความแตกต่างไปจากไม้แคระตามศิลป
"บุ่งไช่"ของจีน และ"บอนไซ"ของญี่ปุ่น อย่างที่เรียกว่าไปกันคนละเรื่อง ประการสำคัญก็คือ ไม้ดัดไทยไม่ใช่ไม้แคระ เพราะฉนั้นการเล่นไม้ดัดกับการเล่นบอนไซนั้นจะไม่เหมือนกัน
ประการแรก ไม้แคระหรือบอนไซนั้น เท่าที่เคยเห็นมา ความสูงอย่างมากที่สุดก็อยู่ประมาณไม่เกินเมตรครึ่ง หรือประมาณ 150 เซ็นติเมตร แล้วเล็กลงไปจนถึงขั้นบอนไซจิ๋ว ซึ่งสูงไม่ถึง 10 เซ็นติเมตร แต่ไม้ดัดของไทยนั้น ขนาดเล็กที่สุดก็ปาเข้าไปร่วมเมตรแล้ว สำหรับที่สูงจริงๆ นั้น ถ้าจะลองไปดูแถวๆ ในพระบรมมหาราชวัง แถวพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ก็ไม่หนี 3-4 เมตร ประการที่สอง รูปแบบของการดัดกิ่งและการตกแต่งกิ่งก้านแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง รูปแบบของบอนไซนั้น
เป็นการคงเอาลักษณะและรูปทรงเดิมๆ ของต้นไม้ที่มีอยู่ในธรรมชาติ มาย่อส่วนให้เล็กลงเป็นไม้แคระ แต่รูปแบบของกระบวนไม้ดัดไทยนั้น
ไม่คงลักษณะเดิมตามธรรมชาติของต้นไม้ไว้เลย รูปร่างหน้าตาของไม้ดัดไทยแต่ละแบบนับได้ว่ามีความพิลึกพิสดารอย่างยิ่ง ต้องใช้เวลานับเป็นสิบปีกว่าจะ"จบ"ได้
บางทีจนเจ้าของไม้ตายไปแล้วไม้ยังจบไม่ลงก็มี นับเป็นงานอดิเรกที่ต้องใช้ความอุตสาหะ วิริยะ มานะ อดทน ใจเย็น โดยครบถ้วนกระบวนความ
ดังนั้นไม้ดัดไทยจึงทรงคุณค่าอยู่ในตัวของมันเองและมีค่าเสมือนวัตถุโบราณอย่างหนึ่งทีเดียว
เป็นเรื่องแปลกอย่างหนึ่ง ถ้าสังเกตุดูจะเห็นได้ว่า ไม้ดัดของไทยกับสถาปัตยกรรมไทยเข้ากันได้อย่างกลมกลืน ไม่ว่าจะเป็นวัง
วัด บ้านทรงไทย หรือแม้แต่เรือนปั้นหยา แต่ถ้าเอาไม้ดัดไทยไปประดับไว้หน้าบ้านทรงเสปญ ทรงบาวาเรีย ทรงอะไรต่อมิอะไรที่คนไทยยุคปัจจุบันหลงชื่นชอบทั้งๆ
ที่เขาออกแบบไว้สำหรับเมืองหนาว ไม่ใช่เมืองร้อนตับแลบอย่างบ้านเรา จะดูขัดตาพิลึก ไม่ใช่ว่าเป็นความรู้สึกของผู้เขียนคนเดียว ลองถามคนไทยรุ่นราวคราวเดียวกัน
ก็ได้ผลลัพท์ที่เหมือนกัน
มรดกทางศิลปที่เก่าแก่อย่างหนึ่งของไทย ที่ปัจจุบันหาดูได้ค่อนข้างยาก และหาผู้สืบทอดได้ยากอีกด้วยก็คือ การเลี้ยงไม้ดัดแบบไทย
ซึ่งเป็นงานอดิเรกของคนไทยมาตั้งแต่สมัยก่อนกรุงศรีอยุธยา ดังที่ปรากฏอยู่ในวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน ซึ่งผู้เขียนได้เคยยกมากล่าวไว้ในบทที่ 1 แล้ว
ประมาณกันว่า"ขุนแผน" ตัวเอกในเรื่องนี้ มีตัวตนจริงๆ อยู่ในสมัยของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ในแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา ระหว่างปีพุทธศักราช 2034 ถึง 2072
หรือจุลศักราช 840 ถึง 891 ซึ่งถ้าคิดตามประสาของผู้เขียนก็หมายความว่าคนไทยเล่นไม้ดัดเป็นงานอดิเรกกันมานานกว่า 500 ปีแล้ว
ทีนี้มาคุยกันต่อได้แล้ว จากสมัยอยุธยามาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ การเล่นไม้ดัดแพร่หลายมากขึ้นดังปรากฎว่ามีการปลูกเลี้ยงไม้ดัดกันในพระบรมมหาราชวัง
และในอารามหลวงต่างๆ ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 แห่งบรมมหาจักรีวงษ์ มาจนถึงในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ 5 การเล่นไม้ดัดแพร่หลายออกมาสู่บ้านเรือนประชาชนและวัดวาอารามทั่วไปมากขึ้น บ้านขุนนางและข้าราชการระดับสูงมักมีกระถางไม้ดัดวางเรียงรายประดับบ้านไว้เป็นแถว
คุณตาของผู้เขียนซึ่งเป็นมหาดเล็กข้างพระที่ในพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 ก็มีตะโกดัดอยู่หลายต้น ที่จำได้แม่นก็เพราะเมื่อผู้เขียนเป็นเด็กเคยวิ่งชนกระถางจนหัวโน
แต่ก่อนที่จะว่ากันเรื่องแบบของไม้ดัดไทย จำเป็นที่จะต้องทราบถึงการเรียกชื่อส่วนต่างๆ ของไม้ดัดไทยเสียก่อน แต่ละส่วนของไม้ดัดไทยจะมีชื่อเรียกแปลกๆ ไม่ใช่ว่าจะเรียกแค่ ต้น กิ่ง ก้าน เหมือนที่เรารู้จักกันในการเรียกชื่อส่วนต่างๆ ของบอนไซ ส่วนต่างๆ ของไม้ดัดไทยมีดังนี้
![]() | ไม้ขะบวน มีอีกชื่อหนึ่งว่า"ไม้ยอดเหลม" นิยมทำเป็น 9 ช่อ กิ่งละ 1 ช่อ ลำต้นตั้งตรง โคนใหญ่เรียวขึ้นไปหาส่วนยอด กิ่งแรกจะอยู่สูงขึ้นไปจากระดับดินประมาณ 2 ถึง 3 ส่วนของขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของลำต้น แล้วดัดกิ่งวกเวียนขึ้นไปจนถึงยอด จะดัดพลิกแพลงอย่างไรก็ได้
![]() ไม้ฉาก | เป็นไม้ที่ทำยากที่สุดในบรรดาไม้ดัดไทย เพราะมีหุ่นและกิ่งเป็นรูปมุมฉากทั้งหมด นิยมทำ 9 ช่อ จะเป็นต้นคู่หรือต้นเดี่ยวก็ได้........ "ไม้ต้นนี้หากจะให้หุ่นงามแล้ว ให้เริ่มต้ดตอให้ชิดดินหรือสูงเล็กน้อย ปล่อยให้กระโดงแตกใหม่ เมื่อกระโดงแตกแล้วให้ใช้ไม้ปักลงในดิน ให้ห่างจากตอประมาณหนึ่งฝ่ามือ แล้วใช้ไม้เล็กตรงมัดขวาง โดยผูกชิดกับหลักและลำต้น ดัดกระโดงทีละน้อยจนกระโดงได้ฉากกับลำต้น ทิ้งไว้สักสองฝนจึงปล่อยได้ ไม่เช่นนั้นกระโดงจะพุ่งขึ้นตรงเสมอ ทำอย่างนี้จนได้หุ่น แล้วจึงดัดทำกิ่งช่อต่อไป" เมื่อได้ยินดั่งนี้แล้วก็ขอให้ท่านอนุมานเอาเองก็แล้วกันว่า จะต้องใช้เวลากี่มากน้อยในการ"จบ"ไม้ต้นนี้ เพราะเพียงแค่เริ่มดัดกระโดงตั้งทรงต้น ก็ปาเข้าไป"สองฝน" ก็คือสองปีนั่นแหละ ก็ตรองดูแล้วกันว่า ถ้าจะต้องรอให้แตกกิ่งเพื่อดัดฉาก ทำช่อ 9 ช่อนั่นอีกกี่ปี
![]() ไม้หกเหียน | มีหุ่นเหนือตอเก่าหักลงดินแล้ว แล้วหักกลับชี้ขึ้น หลังจากชี้ขึ้นแล้วจะออกกิ่งและช่อวนรอบต้น หรือจะขึ้นตรงๆ ก็ได้ นิยมกำหนดกิ่งและช่อ 11 ช่อ
![]() ไม้เขน | นิยมทำ 3 ช่อ และ 5 ช่อ มีหลักอยู่ว่า ที่โคนต้นจะต้องมีปุ่มตาปูดออกมา กิ่งท้าย (กิ่งล่างสุด) ของหุ่น หรือกิ่งที่สองที่อยู่ถัดขึ้นไปต้องดัดลงให้อยู่ตรงข้ามกันกับกิ่งยอด ปลายกิ่งยอดให้เอี้ยวมาข้างหลังหรือหักลงก่อนแล้วจึงวกกลับขึ้น อีกกิ่งหนึ่งเป็นกิ่งวางจังหวะให้รับกัน
![]() ไม้ป่าข้อม | กำหนดกิ่งและช่อ 9 ช่อ ที่โคนต้นมีปุ่มที่เกิดจากรอยตัด มีเปลือกหุ้มแผลตัดเรียบร้อย ลำต้นตั้งตรงขึ้นไปจนถึงที่ปิดกระหม่อม ให้ดัดลงและงอขึ้น ที่หุ่นมีกิ่งแยกออก 3 กิ่ง แต่ละกิ่งแยกเป็น 3 ช่อรวม 9 ช่อ จัดช่องไฟให้ดูงาม ไม้นี้จะไม่มีตอแอบก็ได้
![]() ไม้กำมะลอ | มีตอตั้งตรง มีกิ่งแยกที่โคนต้นหรือไม่มีก็ได้ แต่หุ่นที่ต่อจากตอจะต้องดัดเวียนลง จะลงวิธีใดก็ได้ เมื่อยอดลงแล้วจึงถือว่าเป็นไม้กำมะลอ
![]() ไม้ตลก | ไม้ตลกมีสองอย่าง คือไม้ตลกรากกับไม้หัวโต ไม้ตลกรากหรือมีอีกชื่อหนึ่งว่าไม้แผลงโคน จะต้องเป็นรากเหง้าขึ้นพ้นพื้นดินจนรากลอย ส่วนไม้หัวโตนั้น สุดยอดของตอหรือต้นตรงจะมีเนื้อไม้เบ่งออกมาเป็นก้อนกลม ยิ่งโตเท่าใดยิ่งดี มักจะเป็นรากตามธรรมชาติของไม้ใหญ่ที่ผุดขึ้นตามทางคนเดิน ถูกเหยียบย่ำจนไม่สามารถแตกยอดได้ เมื่อคนเดินผ่านมากก็ทำให้รากเบ่งบานเป็นก้อน การทำไม้ตลกนี้ถ้าจะให้ดีควรทำไม้ตลกรากและไม้หัวโตในต้นเดียวกัน ทำกิ่งช่อให้น้อนจึงจะแลดูสวยงาม
![]() ไม้เอนชาย | ดูตามทรงต้นแล้วเข้าใจว่าคงเป็นต้นไม้ที่ปลูกกับเขามอ คือปลูกเพื่อข่มเขาหรือล้อรูปเขา มีอีกชื่อหนึ่งว่าไม้เอนชายมอ ไม้นี้มีหุ่นเป็นต้นเอน คือลำต้นตรงขึ้นมาแล้ว แล้วมีกิ่งหรือหุ่นเอนไปข้างใดข้างหนึ่ง ส่วนมากจะหาหุ่นจากป่าแล้วมาแก้ทำกิ่งช่อใหม่ จะดีกว่าเอาไม้ตอมาทำ เพราะดูคมคายกว่ากันมาก
![]() ไม้ญี่ปุ่น | ควรทำต้นใหญ่หนึ่ง เติมต้นเล็กแอบอีกหนึ่ง จะทำลำต้นตรงหรือเอนก็ได้ทั้งสิ้น ช่วงบนควรหักทบท้อ ทำกิ่งต้นเล็กให้ล้อต้นใหญ่ ทำเป็นไม้สองชั้นตอแอบชั้นหนึ่ง ต้นใหญ่ชั้นหนึ่ง (ในรูปไม่มีตอแอบ)
|
|
|
|