มรดกทางศิลปที่เก่าแก่อย่างหนึ่งของไทย ที่ปัจจุบันหาดูได้ค่อนข้างยาก และหาผู้สืบทอดได้ยากอีกด้วยก็คือ การเลี้ยงไม้ดัดแบบไทย ซึ่งเป็นงานอดิเรกของคนไทยมาตั้งแต่สมัยก่อนกรุงศรีอยุธยา ดังที่ปรากฏอยู่ในวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน ซึ่งผู้เขียนได้เคยยกมากล่าวไว้ในบทที่ 1 แล้ว ประมาณกันว่า"ขุนแผน" ตัวเอกในเรื่องนี้ มีตัวตนจริงๆ อยู่ในสมัยของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ในแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา ระหว่างปีพุทธศักราช 2034 ถึง 2072 หรือจุลศักราช 840 ถึง 891 ซึ่งถ้าคิดตามประสาของผู้เขียนก็หมายความว่าคนไทยเล่นไม้ดัดเป็นงานอดิเรกกันมานานกว่า 500 ปีแล้ว

แต่ว่า ก่อนที่จะคุยกันเรื่องไม้ดัดแบบไทยกันต่อไป ขอทำความเข้าใจเสียก่อนว่า ไม้ดัดแบบไทยนั้น มีความแตกต่างไปจากไม้แคระตามศิลป "บุ่งไช่"ของจีน และ"บอนไซ"ของญี่ปุ่น อย่างที่เรียกว่าไปกันคนละเรื่อง ประการสำคัญก็คือ ไม้ดัดไทยไม่ใช่ไม้แคระ เพราะฉนั้นการเล่นไม้ดัดกับการเล่นบอนไซนั้นจะไม่เหมือนกัน ประการแรก ไม้แคระหรือบอนไซนั้น เท่าที่เคยเห็นมา ความสูงอย่างมากที่สุดก็อยู่ประมาณไม่เกินเมตรครึ่ง หรือประมาณ 150 เซ็นติเมตร แล้วเล็กลงไปจนถึงขั้นบอนไซจิ๋ว ซึ่งสูงไม่ถึง 10 เซ็นติเมตร แต่ไม้ดัดของไทยนั้น ขนาดเล็กที่สุดก็ปาเข้าไปร่วมเมตรแล้ว สำหรับที่สูงจริงๆ นั้น ถ้าจะลองไปดูแถวๆ ในพระบรมมหาราชวัง แถวพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ก็ไม่หนี 3-4 เมตร ประการที่สอง รูปแบบของการดัดกิ่งและการตกแต่งกิ่งก้านแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง รูปแบบของบอนไซนั้น เป็นการคงเอาลักษณะและรูปทรงเดิมๆ ของต้นไม้ที่มีอยู่ในธรรมชาติ มาย่อส่วนให้เล็กลงเป็นไม้แคระ แต่รูปแบบของกระบวนไม้ดัดไทยนั้น ไม่คงลักษณะเดิมตามธรรมชาติของต้นไม้ไว้เลย รูปร่างหน้าตาของไม้ดัดไทยแต่ละแบบนับได้ว่ามีความพิลึกพิสดารอย่างยิ่ง ต้องใช้เวลานับเป็นสิบปีกว่าจะ"จบ"ได้ บางทีจนเจ้าของไม้ตายไปแล้วไม้ยังจบไม่ลงก็มี นับเป็นงานอดิเรกที่ต้องใช้ความอุตสาหะ วิริยะ มานะ อดทน ใจเย็น โดยครบถ้วนกระบวนความ ดังนั้นไม้ดัดไทยจึงทรงคุณค่าอยู่ในตัวของมันเองและมีค่าเสมือนวัตถุโบราณอย่างหนึ่งทีเดียว

ทีนี้มาคุยกันต่อได้แล้ว จากสมัยอยุธยามาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ การเล่นไม้ดัดแพร่หลายมากขึ้นดังปรากฎว่ามีการปลูกเลี้ยงไม้ดัดกันในพระบรมมหาราชวัง และในอารามหลวงต่างๆ ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 แห่งบรมมหาจักรีวงษ์ มาจนถึงในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 การเล่นไม้ดัดแพร่หลายออกมาสู่บ้านเรือนประชาชนและวัดวาอารามทั่วไปมากขึ้น บ้านขุนนางและข้าราชการระดับสูงมักมีกระถางไม้ดัดวางเรียงรายประดับบ้านไว้เป็นแถว คุณตาของผู้เขียนซึ่งเป็นมหาดเล็กข้างพระที่ในพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 ก็มีตะโกดัดอยู่หลายต้น ที่จำได้แม่นก็เพราะเมื่อผู้เขียนเป็นเด็กเคยวิ่งชนกระถางจนหัวโน

เป็นเรื่องแปลกอย่างหนึ่ง ถ้าสังเกตุดูจะเห็นได้ว่า ไม้ดัดของไทยกับสถาปัตยกรรมไทยเข้ากันได้อย่างกลมกลืน ไม่ว่าจะเป็นวัง วัด บ้านทรงไทย หรือแม้แต่เรือนปั้นหยา แต่ถ้าเอาไม้ดัดไทยไปประดับไว้หน้าบ้านทรงเสปญ ทรงบาวาเรีย ทรงอะไรต่อมิอะไรที่คนไทยยุคปัจจุบันหลงชื่นชอบทั้งๆ ที่เขาออกแบบไว้สำหรับเมืองหนาว ไม่ใช่เมืองร้อนตับแลบอย่างบ้านเรา จะดูขัดตาพิลึก ไม่ใช่ว่าเป็นความรู้สึกของผู้เขียนคนเดียว ลองถามคนไทยรุ่นราวคราวเดียวกัน ก็ได้ผลลัพท์ที่เหมือนกัน

แบบของไม้ดัดไทย

ไม้ดัดไทยแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ประเภทแรกเป็นไม้ที่นำมาเลี้ยงและดัดรูปทรงให้แลดูเป็นธรรมชาติ คล้ายกับบอนไซ แต่มีอยู่เพียง 2 แบบ ได้แก่ ไม้เอนชาย และแบบอื่นๆ ซึ่งเรียกรวมๆ ว่า"ไม้ญี่ปุ่น" ประเภทที่สองก็คือไม้ดัดแบบไทยแท้ อันเป็นไม้ที่ดัดตามเค้าโครงแห่งศิลปของไทย ซึ่งมองดูไม่เหมือนไม้ตามธรรมชาติ มีอยู่ 7 แบบ รวมเป็น 9 แบบด้วยกันคือ
  1. ไม้ขะบวน
  2. ไม้ฉาก
  3. ไม้หกเหียน
  4. ไม้เขน
  5. ไม้ป่าข้อม
  6. ไม้กำมะลอ
  7. ไม้ตลก
  8. ไม้เอนชาย
  9. ไม้ญี่ปุ่น
เป็นที่น่าเสียดายที่ผู้เขียนไม่สามารถจะหารูปถ่ายแบบต่างๆ ของไม้ดัดไทยมาลงให้ครบถ้วนได้ เพราะหายากยิ่งกว่างมเข็มในคลองหลอดเสียอีก จึงต้องให้ดูภาพเขียนไปพลางๆ ก่อน อย่างไรก็ตาม จะพยายามหาภาพจริง หรือภาพเขียนที่เหมือนจริงมากกว่านี้มาลงให้ครบถ้วนให้จงได้ ภาพเขียนที่นำมาลงนี้ ได้มาจากเรื่อง "ไม้ดัดและก่อเขามอ" ของคุณรังสฤษฎฺ์ ทองสวัสดิ์ ในหนังสือ "บอนไซ 01"ของชมรมบอนไซ(ไม้แคระ)แห่งประเทศไทย ซึ่งก็คัดมาจากตำราไม้ดัดไทยของคุณหลวงมงคลรัตน์ฯ (ช่วง ไกรฤกษ์) สมัยรัชกาลที่ 2 อีกทีหนึ่ง

แต่ก่อนที่จะว่ากันเรื่องแบบของไม้ดัดไทย จำเป็นที่จะต้องทราบถึงการเรียกชื่อส่วนต่างๆ ของไม้ดัดไทยเสียก่อน แต่ละส่วนของไม้ดัดไทยจะมีชื่อเรียกแปลกๆ ไม่ใช่ว่าจะเรียกแค่ ต้น กิ่ง ก้าน เหมือนที่เรารู้จักกันในการเรียกชื่อส่วนต่างๆ ของบอนไซ ส่วนต่างๆ ของไม้ดัดไทยมีดังนี้

  • ตอ หมายถึงต้นตอที่จะนำมาเลี้ยงเพื่อทำไม้ดัด
  • หุ่น หมายถึงรูปทรงของต้นเมื่อจบกระบวนการดัดแล้ว
  • ปิดกระหม่อม ส่วนปลายของตอที่ถูกตัดออกแล้วใช้กระโดงดัดปิดหัวตอ จนกระโดงโต ปิดหุ้มมิดแผล
  • กระโดง กิ่งที่แตกออกจากตอ และเลี้ยงไว้สำหรับปล่อยเป็นต้นหรือดัดเป็นกิ่ง
  • กิ่งทบท้อ กิ่งที่ดัดไปทางหนึ่งแล้วหักวกกลับมาที่เดิม
  • ช่อ หมายถึงกลุ่มของใบที่เกิดจากการแตกกิ่งเล็กๆ ที่ปลายกิ่งใหญ่ ตัดเล็มให้เป็นช่อใบ มักมีกิ่งละ 1 ช่อ จึงมีความหมายถึงกิ่งด้วย เพราะหนึ่งช่อก็คือหนึ่งกิ่ง
  • ช่องไฟหมาถึงช่องว่างระหว่างกิ่ง
  • ตอแอบ หมายถึงต้นเล็กที่ขึ้นอยู่ที่โคนไม้ต้นใหญ่

ไม้ขะบวน
มีอีกชื่อหนึ่งว่า"ไม้ยอดเหลม" นิยมทำเป็น 9 ช่อ กิ่งละ 1 ช่อ ลำต้นตั้งตรง โคนใหญ่เรียวขึ้นไปหาส่วนยอด กิ่งแรกจะอยู่สูงขึ้นไปจากระดับดินประมาณ 2 ถึง 3 ส่วนของขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของลำต้น แล้วดัดกิ่งวกเวียนขึ้นไปจนถึงยอด จะดัดพลิกแพลงอย่างไรก็ได้

ไม้ฉาก
เป็นไม้ที่ทำยากที่สุดในบรรดาไม้ดัดไทย เพราะมีหุ่นและกิ่งเป็นรูปมุมฉากทั้งหมด นิยมทำ 9 ช่อ จะเป็นต้นคู่หรือต้นเดี่ยวก็ได้........
"ไม้ต้นนี้หากจะให้หุ่นงามแล้ว ให้เริ่มต้ดตอให้ชิดดินหรือสูงเล็กน้อย ปล่อยให้กระโดงแตกใหม่ เมื่อกระโดงแตกแล้วให้ใช้ไม้ปักลงในดิน ให้ห่างจากตอประมาณหนึ่งฝ่ามือ แล้วใช้ไม้เล็กตรงมัดขวาง โดยผูกชิดกับหลักและลำต้น ดัดกระโดงทีละน้อยจนกระโดงได้ฉากกับลำต้น ทิ้งไว้สักสองฝนจึงปล่อยได้ ไม่เช่นนั้นกระโดงจะพุ่งขึ้นตรงเสมอ ทำอย่างนี้จนได้หุ่น แล้วจึงดัดทำกิ่งช่อต่อไป"
เมื่อได้ยินดั่งนี้แล้วก็ขอให้ท่านอนุมานเอาเองก็แล้วกันว่า จะต้องใช้เวลากี่มากน้อยในการ"จบ"ไม้ต้นนี้ เพราะเพียงแค่เริ่มดัดกระโดงตั้งทรงต้น ก็ปาเข้าไป"สองฝน" ก็คือสองปีนั่นแหละ ก็ตรองดูแล้วกันว่า ถ้าจะต้องรอให้แตกกิ่งเพื่อดัดฉาก ทำช่อ 9 ช่อนั่นอีกกี่ปี

ไม้หกเหียน
มีหุ่นเหนือตอเก่าหักลงดินแล้ว แล้วหักกลับชี้ขึ้น หลังจากชี้ขึ้นแล้วจะออกกิ่งและช่อวนรอบต้น หรือจะขึ้นตรงๆ ก็ได้ นิยมกำหนดกิ่งและช่อ 11 ช่อ

ไม้เขน
นิยมทำ 3 ช่อ และ 5 ช่อ มีหลักอยู่ว่า ที่โคนต้นจะต้องมีปุ่มตาปูดออกมา กิ่งท้าย (กิ่งล่างสุด) ของหุ่น หรือกิ่งที่สองที่อยู่ถัดขึ้นไปต้องดัดลงให้อยู่ตรงข้ามกันกับกิ่งยอด ปลายกิ่งยอดให้เอี้ยวมาข้างหลังหรือหักลงก่อนแล้วจึงวกกลับขึ้น อีกกิ่งหนึ่งเป็นกิ่งวางจังหวะให้รับกัน

ไม้ป่าข้อม
กำหนดกิ่งและช่อ 9 ช่อ ที่โคนต้นมีปุ่มที่เกิดจากรอยตัด มีเปลือกหุ้มแผลตัดเรียบร้อย ลำต้นตั้งตรงขึ้นไปจนถึงที่ปิดกระหม่อม ให้ดัดลงและงอขึ้น ที่หุ่นมีกิ่งแยกออก 3 กิ่ง แต่ละกิ่งแยกเป็น 3 ช่อรวม 9 ช่อ จัดช่องไฟให้ดูงาม ไม้นี้จะไม่มีตอแอบก็ได้

ไม้กำมะลอ
มีตอตั้งตรง มีกิ่งแยกที่โคนต้นหรือไม่มีก็ได้ แต่หุ่นที่ต่อจากตอจะต้องดัดเวียนลง จะลงวิธีใดก็ได้ เมื่อยอดลงแล้วจึงถือว่าเป็นไม้กำมะลอ

ไม้ตลก
ไม้ตลกมีสองอย่าง คือไม้ตลกรากกับไม้หัวโต ไม้ตลกรากหรือมีอีกชื่อหนึ่งว่าไม้แผลงโคน จะต้องเป็นรากเหง้าขึ้นพ้นพื้นดินจนรากลอย ส่วนไม้หัวโตนั้น สุดยอดของตอหรือต้นตรงจะมีเนื้อไม้เบ่งออกมาเป็นก้อนกลม ยิ่งโตเท่าใดยิ่งดี มักจะเป็นรากตามธรรมชาติของไม้ใหญ่ที่ผุดขึ้นตามทางคนเดิน ถูกเหยียบย่ำจนไม่สามารถแตกยอดได้ เมื่อคนเดินผ่านมากก็ทำให้รากเบ่งบานเป็นก้อน การทำไม้ตลกนี้ถ้าจะให้ดีควรทำไม้ตลกรากและไม้หัวโตในต้นเดียวกัน ทำกิ่งช่อให้น้อนจึงจะแลดูสวยงาม

ไม้เอนชาย
ดูตามทรงต้นแล้วเข้าใจว่าคงเป็นต้นไม้ที่ปลูกกับเขามอ คือปลูกเพื่อข่มเขาหรือล้อรูปเขา มีอีกชื่อหนึ่งว่าไม้เอนชายมอ ไม้นี้มีหุ่นเป็นต้นเอน คือลำต้นตรงขึ้นมาแล้ว แล้วมีกิ่งหรือหุ่นเอนไปข้างใดข้างหนึ่ง ส่วนมากจะหาหุ่นจากป่าแล้วมาแก้ทำกิ่งช่อใหม่ จะดีกว่าเอาไม้ตอมาทำ เพราะดูคมคายกว่ากันมาก

ไม้ญี่ปุ่น
ควรทำต้นใหญ่หนึ่ง เติมต้นเล็กแอบอีกหนึ่ง จะทำลำต้นตรงหรือเอนก็ได้ทั้งสิ้น ช่วงบนควรหักทบท้อ ทำกิ่งต้นเล็กให้ล้อต้นใหญ่ ทำเป็นไม้สองชั้นตอแอบชั้นหนึ่ง ต้นใหญ่ชั้นหนึ่ง (ในรูปไม่มีตอแอบ)

ลักษณะไม้ที่ใช้ทำไม้ดัดไทย

การเลือกพันธุ์ไม้เพื่อมาใช้ทำไม้ดัดแบบไทยนั้น ในสมัยโบราณคำนึงถึงลักษณะ และคุณสมบัติของไม้ที่สามารถจะนำมาดัดขึนรูปได้ง่ายและมีความทนทาน ไม่คืนตัวง่ายเป็นสำคัญ พันธุ์ไม้เหล่านี้มีทั้งที่ขุดตอมาจากป่า และที่เพาะเมล็ดขึ้นเอง หลักในการเลือกพอจะสรุปได้ดังนี้
  1. สามารถทำรูปทรงให้ถูกต้องเข้าตำรา และทำการตกแต่งดัดแปลงได้ง่าย
  2. เป็นไม้ที่มีใบเล็ก เพื่อให้ได้สัดส่วนเหมาะสมกับหุ่นหรือทรงต้น
  3. เป็นไม้ที่มีกิ่งเหนียว สามารถจะดัด งอ หรือโค้งได้ตามต้องการโดยกิ่งไม่หัก และไม่ทิ้งกิ่งง่าย
  4. ไม่เป็นพันธุ์ไม้ที่โตเร็วจนทำให้เสียรูปทรงง่าย และเมื่อดัดกิ่งแล้วกิ่งจะต้องไม่คืนตัวหรือเปลี่ยนรูปง่าย
  5. เป็นพันธุ์ไม้ที่หาง่าย มีอายุยืน ทนทานต่อความแห้งแล้งได้ดี และคงทนต่อการปลูกเลี้ยงในที่จำกัดไดเป็นเวลานาน
ไม้ที่นิยมเล่นกันมากที่สุดครั้งโบราณก็คือตะโก รองลงไปก็เห็นจะเป็นข่อย ส่วนมากจะขุดมาจากป่าซึ่งในสมัยนั้นยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยไม้นานาพันธุ์ ไม้อื่นก็มีมะสัง มะขาม โมก และชา ทั้งที่ขุดมาจากป่าบ้าง ตามเรือกสวนไร่นาบ้าง เพาะเอาเองบ้าง ตามถนัด แต่ตะโกดูจะเป็นที่สุด การคัดไม้จากป่าเพื่อมาทำเป็นไม้ดัด แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท
  1. ไม้บรรจบป่า คือไม้ที่ขึ้นตามธรรมชาติ มีรูปร่างเข้าที ขาดอีกเพียงไม่กี่กิ่งก็จะเป็นไม้ดัดได้ ซึ่งหมายความว่าหุ่นดีเกือบใช้ได้แล้ว ทำเพิ่มให้มีช่อใบพองาม เว้นช่องไฟให่เท่ากัน ให้รับกับต้น อาจทำให้เสร็จงานได้ภายใน 3 ปี
  2. ไม้บรรจบหุ่น หมายถึงไม้ที่นำมาจากป่า มีหุ่นเข้าลักษณะตามตำรา โดยดัดกิ่งอีกเพียงเล็กน้อย แล้วเริ่มทำกิ่งช่อต่อไป ซึ่งจะต้องใช้เวลานานกว่าไม้บรรจบป่ามาก บางต้นอาจถึงสิบปี แต่ทั้งไม้บรรจบป่าและไม้บรรจบหุ่นไม่สามารถใช้ทำไม้ฉาก ไม้กำมะลอ และไม้หกเหียนได้ คงทำได้แต่เพียงไม้เอนชาย ไม้ขบวน ไม้ตลก และไม้ญี่ปุ่น
  3. ไม้วิชา หมายถึงไม้ที่ขุดมาจากป่า โดยเป็นเพียงตอมาท่อนเดียวติดกับตุ้มดิน ใช้ทำรูปร่างอย่างใดไม่ได้เลย ต้องนำมาเลี้ยงให้แตกกระโดงใหม่แล้วปิดกระหม่อม ทำหุ่น ทำกิ่งทำช่อใหม่หมด การทำไม้ดัดที่เรียกว่าไม้วิชานี้ใช้เวลานานมาก กว่าจะดัดครบกระบวนอาจกินเวลาไม่น้อยกว่า 12 ถึง 20 ปี จึงถือได้ว่าผู้เล่นไม้แบบไม้วิชานี้เป็นผู้เลิศในด้านฝีมือจริงๆ
ตำราไม้ดัดของไทยที่ยึดถือกันเป็นแบบฉบับ ซึ่งผู้เลี้ยงต่างพยายามดัดไม้ของตนให้เข้าตามกฏเกณฑ์ ได้แก่ ตำราไม้ดัดของเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีในรัชกาลที่ 2 ซึ่งต่อมาหลวงมงคลรัตน์ฯ (ช่วง ไกรฤกษ์) ได้นำมาประพันธ์เป็นโคลงสี่สุภาพไว้ และได้พิมพ์เป็นหนังสือแจกในงานพระราชทานเพลิงศพ พระยาราชสัมภารากร (ชม ไกรฤกษ์) และได้วาดภาพไม้ดัดแบบต่างๆ ลงไว้ในหนังสือเล่มนี้ด้วย ซึ่งก็คือภาพเขียนที่นำมาลงไว้ในที่นี้ แต่เนื่องจากเป็นโคลงที่มีความยาวถึง 22 บท จึงไม่สดวกที่จะนำมาลงไว้ในเพจนี้ ดังนั้นถ้าผู้ใดต้องการอ่านขอให้คลิกเมาส์ที่ชื่อตำราข้างบน