เว็บไซต์นี้ทำขึ้นเพื่อรณรงค์การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและศิลปวัฒนะธรรมไทย โลโก้ของเว็บไซต์ซึ่งเป็นรูปใบไม้ 3 ใบสื่อความหมายถึงการอนุรักษ์ธรรมชาติ สัตว์ป่า และศิลปวัฒนธรรมของชาติ สำหรับผู้ที่สนใจและผู้ที่ต้องการศึกษาเรื่องราวต่างๆของไม้ไทย ธรรมชาติ และสัตว์ป่าที่กำลังจะสูญพันธ์ไปจากแผ่นดินไทยด้วย น้ำมือของพวกเรากันเอง โดยจะพยายามหาข้อมูลเกี่ยวกับสัตว์ พรรณไม้ไทย ผีเสื้อและนกในประเทศไทย เรื่องราวเกี่ยวกับงานฝีมือของช่างไทย มรดกไทย และเรื่องอื่นๆเท่าที่จะพอทำได้ โดยจะจัดทำเป็นทั้งภาคภาษาไทยและภาษาอังกฤษ แต่เนื่องจากกำลังคนของเรามีน้อย การดำเนินงานจึงอยู่ในลักษณะที่ค่อย เป็นค่อยไป และต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยหากท่านคลิกเข้าไปเจอความว่างเปล่าเข้า ทีมงานจะพยายามเร่งทำงานให้เร็วที่สุดครับ

เนื่องจาก Thailand's GreenPage เป็นเว็บไซต์ที่เพิ่งเปิดใหม่ ขณะนี้จึงมีเรื่องราวเพียงสองเรื่อง ซึ่งคาดว่าคงจะมีประโยชน์ต่อทุกท่านที่แวะเวียน (หรือหลงทาง) เข้ามาในเว็บไซต์ของเราบ้าง นั่นก็คือเรื่องของ การปลูกเลี้ยงบอนไซ ซึ่งจะพยายามจัดทำให้สมบูรณ์แบบที่สุด ว่ากันตั้งแต่วิธีเลือกตอมาเลี้ยงเลยแหละ แถมมีรายละเอียดของไม้ดัดไทยโบราณมาฝากด้วย ตอนนี้ก็เสร็จไปส่วนหนึ่ง มีให้อ่านหลายบทแล้ว อีกเรื่องหนึ่งซึ่งทีมงานถือว่าสำคัญมาก และเป็นแรงบันดาลใจให้เราจัดทำเว็บไซต์นี้ขึ้นมาก็คือ เรื่องราวของสัตว์ป่า ที่กำลังจะสูญพันธุ์ จากน้ำมือของมนุษย์ ซึ่งข้อมูลได้รับความร่วมมือจากสถาบันวิจัยแห่งชาติ เป็นเว็บเพจที่น่าสนใจมาก ขณะนี้ได้จัดทำไปบางส่วนแล้ว และกำลังจะทะยอยนำขึ้นสู่เว็บไปเรื่อยๆ เพราะมีนับร้อยชนิด ซึ่งบางชนิดเราคงไม่มีโอกาศได้เห็นมันอีกแล้ว

อีกเพจหนึ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งก็คือ เรื่องของศิลปวัฒนธรรมของไทยเราซึ่งนับวันจะมีผู้ให้ความสนใจน้อยลงทุกที Thailand's GreenPage จึงพยายามจะนำเอาเรื่องต่างๆที่เกี่ยวกับศิลปวัฒนะธรรมและประเพณีไทยมาลงไว้ เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมให้มากที่สุด แต่เนื่องจากตอนนี้คณะทำงานของเรายังมีน้อย จึงขอเชื่อมโยงเพจนี้ไว้กับเว็บไซต์ "หอมรดกไทย" ของกระทรวงกลาโหมไว้ก่อน ด้วยความกรุณาของท่าน พลเอกชูชาติ หิรัญรักษ์ ผู้อำนวยการและบรรณาธิการเว็บไซต์นี้ ซึ่งคณะผู้จัดทำ Thailand's GreenPage ต้องขอขอบพระคุณมา ณ ที่นี้ด้วยเป็นอย่างยิ่ง


เนื่องจากการที่ประเทศไทยตั้งอยู่ในเขตที่มีอากาศร้อนชื้น และมีลมมรสุมพัดผ่าน ทำให้มีฝนตกชุก พื้นที่ส่วนใหญ่ในอดีต จึงมีสภาพเป็นป่าฝนหรือ Rain Forest อันเป็นพื้นที่ซึ่งเหมาะที่สุดสำหรับการเจริญเติบโตของไม้นานาพรรณ ไทยเคยเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ด้วยพันธุ์พืชและ สัตว์ป่า เมื่อสมัยผมเป็นเด็กๆ สภาพบ้านเมืองของเราส่วนใหญ่ยังมีสภาพเป็นป่าอยู่มาก ขนาดหลังบ้านผมซึ่งอยู่ในสวนฝั่งธนบุรีแค่นี้เองก็มีทั้งเสือปลา ตัวนิ่มและ อีเห็นมาเพ่นพ่านให้เห็นบ่อยๆ แต่ชั่วเวลาที่ผ่านมาเพียงห้าสิบกว่าปี... เดี๋ยวนี้ไม่มีอะไรเหลือไว้ให้เห็นอีกแล้ว...นอกจากความทรงจำเก่าๆ.... เมื่อความเจริญ เร่งรุดเข้ามาแทนที่เรือกสวนไร่นา จนเดี๋ยวนี้แม้แต่ปลากัดในท้องร่องก็ไม่มีให้เห็นแล้ว

ป่าดงดิบ ซึ่งแต่ก่อนปกคลุมแผ่นดินไทยไว้ให่ร่มเย็น อุดมด้วยสัตว์ป่า จากเดิมที่เคยมีอยู่ถึง 53% ของพื้นที่ทั้งหมดใน ปี พ.ศ. 2504 ลดลงเหลือเพียง 28 % ในปี พ.ศ. 2531 อัตราการบุกรุกทำลายป่ามีสูงถึงวันละไม่น้อยกว่า 6 ตารางกิโลเมตรทั่วประเทศ (ข้อมูลจากสถาบันวิจัยแห่งชาติ) เป็นตัวเลขที่ทำให้ใจหายทีเดียว และผลพวงจากการที่ผืนป่าลดลงอย่างรวดเร็วนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และมหันตภัยที่เกิดจากน้ำมือของมนุษย์บางจำพวกที่ไม่เคยมองเห็นอะไรนอกจากผลประโยชน์ของตนเอง ซึ่งเรากำลังเผชิญอยู่ทุกวันนี้ก็คือภาวะน้ำท่วมใหญ่สลับ แล้งและภาวะน้ำหลากที่คร่าชีวิตคนไทยที่ไม่รู้เรื่องราวไปแล้วหลายร้อยชีวิตในระยะเพียงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้

ย้อนกลับไปดูบรรดาสัตว์ป่า เพื่อนร่วมชะตากรรมที่กำลังประสบความหายนะเช่นเดียวกับพวกเรา จากการที่ผืนป่าลดลง สัตว์ป่าทั้งหลายจึงจำเป็นต้องหนีซอกซอน เข้าไปในป่าลึกขึ้น การหากินยากลำบากขึ้น ทำให้จำนวนสัตว์ป่าลดลง นอกจากนี้การไล่ล่าของมนุษย์ที่คิดว่าตัวเองมีสิทธิ์และอำนาจเหนือบรรดาสัตว์ที่เป็นเพื่อนร่วมโลกทั้งปวง ทำให้จำนวนสัตว์ป่าลดลงเร็วขึ้น การไล่ล่านี้ไม่ใช่เพื่อเป็นอาหารปะทังชีวิต แต่เป็นการล่าเพื่อนำมาขาย ทั้งที่เป็นทรากและที่มีชีวิต ก็อย่างที่ผมกล่าวไว้ นั่นแหละครับ ผู้ที่หลงเรียกตัวเองว่า "มนุษย์" เหล่านี้ไม่เคยมองเห็นสิ่งอื่นใดนอกจากผลประโยชน์ของตัวเองเท่านั้น......น่าเศร้าจริงๆ ปัจจุบันนี้มีสัตว์ป่าที่อยู่ในอันตรายที่อาจจะต้องสูญพันธุ์ไปจากบ้านของเราไม่น้อยกว่า 110 ชนิด รวมทั้ง "เต่าปูลู" ตัวเล็กน่ารักที่อยู่ในลำธารบนยอดดอยสูงก็ไม่พ้นจากการรังควานของมนุษย์ และกำลังจะสูญพันธุ์อยู่รอมร่อ.......


คราวนี้หันมาดูเรื่องราวของ "บอนไซ" ในบ้านเราดูบ้าง ไม้แคระเหล่านี้เคยเฟื่องฟูอย่างมากมายในช่วงเวลา 5-6 ปีมานี้เอง ตอนนี้ก็ซบเซาลงไปจน แทบไม่เป็นที่สนใจของคนรุ่นใหม่แล้ว อาจจะเป็นเพราะคนไทยในยุค "คิดใหม่ ทำใหม่" นี้ชอบ "คิดเร็ว ทำเลว..เอ๊ย...ทำเร็ว" กระมังครับ แล้วการเลี้ยงดูบอนไซ นั้นต้องอาศัยความอดทนและความรักในศาสตร์ทางนี้อย่างมาก คนไทยยุคนี้เลยไม่มีเวลาพอที่จะทำสิ่งที่ประณีตบรรจงและใช้ความอดทนสูงในการเลี้ยงดูและ ทำนุบำรุงไม้แคระเหล่านี้มากนัก

การเลี้ยงบอนไซนั้นต้องอาศัยความมีใจรักในต้นไม้และธรรมชาติ ความใจเย็น ความอดทน และที่สำคัญต้องมีเวลาให้กับมันพอ สมควร การเลี้ยงดูบอนไซเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่ต้องอาศัยความมีใจรักอย่างมาก เพราะไม้แต่ละต้น กว่าที่จะเลี้ยง "จบ" คุณต้องมีความอดทนในการรอคอย การเฝ้าดูกิ่งแต่ละกิ่ง ใบแต่ละใบที่งอกออกมาเป็นความสุขทางใจอย่างหนึ่ง และผลที่คุณได้รับจากความเพียรนี้นอกจากจะได้ไม้แคระต้นงามไว้ชื่นชมแล้ว ยังเป็นการฝึกนิสัยคุณเอง ให้เป็นคนใจเย็น สุขุมลุ่มลึก เว็บไซต์นี้จะช่วยคุณตั้งแต่การให้รายละเอียดพันธุ์ไม้พื้นเมืองที่จะใช้ทำบอนไซ การเลือกตอ การเริ่มเลี้ยง การจัดรูปทรงแบบต่างๆ เรื่องของดิน ปุ๋ย กระถาง และยังแถมรายละเอียดเรื่องราวของไม้ดัดไทยโบราณซึ่งปัจจุบันหาดูได้ยากไว้ให้ด้วย ฉนั้น...มาลองเลี้ยงบอนไซกันเถอะ